<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>3signs' Blog</title>
	<atom:link href="http://3signs.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://3signs.wordpress.com</link>
	<description>The three signs of being</description>
	<lastBuildDate>Mon, 16 Jan 2012 14:34:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='3signs.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>3signs' Blog</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://3signs.wordpress.com/osd.xml" title="3signs&#039; Blog" />
	<atom:link rel='hub' href='http://3signs.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>ความรู้สึกนึกคิดเป็นนานาจิตตัง</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2012/01/16/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2012/01/16/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Jan 2012 14:34:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=94</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเราอยู่ร่วมกัน ความรู้สึกนึกคิดของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เรามักจะยึดถือความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เช่น ตุ๊กแกตัวเดียว ถ้ามันร้องแล้ว หลายคนก็คงนึกคิดไม่เหมือนกัน คนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ชอบตุ๊กแก เพราะทำให้สถานที่สกปรก อีกคนหนึ่งก็ไม่ชอบ เพราะตุ๊กแกมีผิวหนังน่าเกลียด บางคนก็อาจจะกลัว แต่ก็มีบางคนที่ชอบ เพราะ ตุ๊กแกนี้กินได้ สมัยเด็กๆเคยกินอร่อยมาก หรือว่าชอบเพราะทำให้มีรายได้ ตอนสมัยเด็กๆเคยจับตุ๊กแกไปขาย ได้ค่าขนมมา บางคนก็คิดว่าตุ๊กแกนี้เสียงไพเราะดี คนต่างชาติทำงานธนาคาร เขามาวัดมาฝึกสมาธิกับอาจารย์ คุยว่าผมชอบตุ๊กแก ผมชอบมาก มีความสุข ตอนเช้าอากาศเย็นๆ ฟังเสียงนก ฟังเสียงตุ๊กแกร้อง โอ้ ธรรมชาตินี่ดี แค่ฟังเสียงตุ๊กแกก็รู้สึกผ่อนคลาย คุ้มค่าขับรถจากกรุงเทพฯมาไกลกว่าจะถึงวัด เวลานอนคล้ายกับอยู่ในป่า ฟังเสียงตุ๊กแกแล้วรู้สึกมีความสุขดี ตุ๊กแกตัวเดียวนี้ ถ้ามีสิบคนก็สิบความรู้สึก สิบความคิดเห็น ทีนี้เรารู้ไหม เราก็คือตุ๊กแก ทั้งๆที่ตัวเราเองไม่เหมือนตุ๊กแก แต่คนที่อยู่รอบตัวเราสิบคนนี้ ก็มีความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ กลัวเรา รู้สึกต่างๆนานา ถึงแม้เราเป็นคนดีขนาดไหน ใจดีขนาดไหน บางคนก็อาจจะไม่ชอบเรา ทั้งที่เราเองรู้สึกตัวชัดเจนว่า เราดำเนินชีวิตตามปกติ เราเป็นคนดี เป็นคนธรรมดา แต่บางคนก็ชอบเราบ้าง ไม่ชอบเราบ้าง กลัวเราบ้าง [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=94&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเราอยู่ร่วมกัน ความรู้สึกนึกคิดของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เรามักจะยึดถือความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เช่น ตุ๊กแกตัวเดียว ถ้ามันร้องแล้ว หลายคนก็คงนึกคิดไม่เหมือนกัน คนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ชอบตุ๊กแก เพราะทำให้สถานที่สกปรก อีกคนหนึ่งก็ไม่ชอบ เพราะตุ๊กแกมีผิวหนังน่าเกลียด บางคนก็อาจจะกลัว แต่ก็มีบางคนที่ชอบ เพราะ ตุ๊กแกนี้กินได้ สมัยเด็กๆเคยกินอร่อยมาก หรือว่าชอบเพราะทำให้มีรายได้ ตอนสมัยเด็กๆเคยจับตุ๊กแกไปขาย ได้ค่าขนมมา บางคนก็คิดว่าตุ๊กแกนี้เสียงไพเราะดี</p>
<p>คนต่างชาติทำงานธนาคาร เขามาวัดมาฝึกสมาธิกับอาจารย์ คุยว่าผมชอบตุ๊กแก ผมชอบมาก มีความสุข ตอนเช้าอากาศเย็นๆ ฟังเสียงนก ฟังเสียงตุ๊กแกร้อง โอ้ ธรรมชาตินี่ดี แค่ฟังเสียงตุ๊กแกก็รู้สึกผ่อนคลาย คุ้มค่าขับรถจากกรุงเทพฯมาไกลกว่าจะถึงวัด เวลานอนคล้ายกับอยู่ในป่า ฟังเสียงตุ๊กแกแล้วรู้สึกมีความสุขดี</p>
<p>ตุ๊กแกตัวเดียวนี้ ถ้ามีสิบคนก็สิบความรู้สึก สิบความคิดเห็น ทีนี้เรารู้ไหม เราก็คือตุ๊กแก ทั้งๆที่ตัวเราเองไม่เหมือนตุ๊กแก แต่คนที่อยู่รอบตัวเราสิบคนนี้ ก็มีความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ กลัวเรา รู้สึกต่างๆนานา ถึงแม้เราเป็นคนดีขนาดไหน ใจดีขนาดไหน บางคนก็อาจจะไม่ชอบเรา ทั้งที่เราเองรู้สึกตัวชัดเจนว่า เราดำเนินชีวิตตามปกติ เราเป็นคนดี เป็นคนธรรมดา แต่บางคนก็ชอบเราบ้าง ไม่ชอบเราบ้าง กลัวเราบ้าง มีสารพัดความรู้สึก เราก็เลยเปรียบเหมือนเป็นตุ๊กแกตัวนั้น เราจึงควรเข้าใจความเป็นนานาจิตตัง เพื่อที่จะได้มีใจหนักแน่น ไม่แคร์ความนึกคิดของคนอื่นมาก หากเราคิดว่าเราทำดีทำถูกแล้วก็ให้มีความสุขกับการกระทำที่ดีของเราเอง ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่เป็นอะไร เพราะความรู้สึกนึกคิดเป็นนานาจิตตัง</p>
<p>เมื่อใจของเราไม่ดี เช่นโกรธ น้อยใจ เป็นต้น ให้หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด เพราะเมื่อใจของเราไม่ดีแล้ว เราก็จะคิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี มีความลำเอียงไปในเชิงลบไม่ได้มองตามความเป็นจริง สรุปก็คือถ้าใจของเราเสียๆแล้ว ทำอะไรๆ ผลก็จะออกมาไม่ดี ต้องหยุดหมดทุกอย่าง เมื่อจิตใจเป็นปกติ สุขภาพใจดีแล้วจึงค่อยลงมือทำ พูดหรือคิด</p>
<p>จากหนังสือวัคซีนธรรมะ และเล่มอื่นๆของ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก</p>
<p><a href="http://www.dhammathai.org/webboard/dbview.php?No=1666">http://www.dhammathai.org/webboard/dbview.php?No=1666</a></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/94/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/94/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/94/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/94/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/94/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/94/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/94/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/94/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/94/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/94/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/94/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/94/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/94/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/94/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=94&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2012/01/16/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ความสุข ความทุกข์ อยู่ที่ใจ</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2010/04/17/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2010/04/17/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Apr 2010 17:30:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=89</guid>
		<description><![CDATA[พระไพศาล วิสาโล เมื่อคุณอยากได้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตัลสักตัวหนึ่ง หลังจากหาข้อมูลมาหลายวันทั้งจากหนังสือพิมพ์และคนรู้จัก ก็ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อยี่ห้อและรุ่นอะไร คุณใช้เวลา ๒-๓ วันในการหาร้านที่ขายถูกที่สุด แล้วคุณก็พบร้านหนึ่งซึ่งขายต่ำกว่าราคาทั่วไปถึง ๒๕ % คุณตัดสินใจควักเงิน ๗,๕๐๐ บาท แล้วพากล้องใหม่กลับบ้าน ด้วยความปลื้มใจที่ได้ทั้งของดีและราคาถูก แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ตั้งใจว่าจะไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง แต่กลับพบว่าเขาเพิ่งซื้อกล้องยี่ห้อและรุ่นเดียวกับคุณ แต่ซื้อได้ถูกกว่านั้น คือจ่ายไปเพียง ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น คุณจะรู้สึกอย่างไร? ยังจะยิ้มได้อีกหรือไม่ ? ถ้าคุณยิ้มไม่ออก ก็น่าถามตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ? ก็คุณเพิ่งได้ของใหม่มา แถมจ่ายน้อยกว่าคนทั่วไป อีกทั้งสินค้าก็มีคุณภาพและถูกใจคุณเสียด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่คุณน่าจะดีใจมิใช่หรือ? แต่ทำไมคุณถึงเสียใจหรือถึงกับโมโหตัวเอง เป็นเพราะคุณไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านใช่หรือไม่? คุณมีกล้องดีที่น่าพอใจ แต่ทันทีที่คุณไปเปรียบเทียบกับกล้องของคนอื่น ความรู้สึกไม่พอใจก็เข้ามาแทนที่ คนเราไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีก็เพราะเหตุนี้ จึงมีผู้กล่าวว่าการเปรียบเทียบเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์ เคยสังเกตหรือไม่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักคิดว่ารถของคนอื่นดีกว่ารถของตัว แฟนของคนอื่นสวย(หรือหล่อ)กว่าแฟนของตัว ลูกของคนอื่นเก่งกว่าลูกของตัว และอาหารที่คนอื่นสั่งมักน่ากินกว่าจานของตัว ถ้าคุณเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชีวิตจะหาความสุขได้ยาก แม้จะได้มามากเท่าไร ก็ไม่พอใจเสียที อย่าว่าแต่ของที่ซื้อมาด้วยเงินของตัวเลย แม้ของที่เราได้มาฟรี ๆ เช่น ได้โทรศัพท์มือ ถือมาฟรี [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=89&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระไพศาล วิสาโล</p>
<p><span style="font-size:small;">เมื่อคุณอยากได้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตัลสักตัวหนึ่ง<br />
หลังจากหาข้อมูลมาหลายวันทั้งจากหนังสือพิมพ์และคนรู้จัก<br />
ก็ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อยี่ห้อและรุ่นอะไร<br />
คุณใช้เวลา ๒-๓ วันในการหาร้านที่ขายถูกที่สุด<br />
แล้วคุณก็พบร้านหนึ่งซึ่งขายต่ำกว่าราคาทั่วไปถึง ๒๕ %<br />
คุณตัดสินใจควักเงิน ๗,๕๐๐ บาท แล้วพากล้องใหม่กลับบ้าน<br />
ด้วยความปลื้มใจที่ได้ทั้งของดีและราคาถูก</span></p>
<p>แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ตั้งใจว่าจะไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง<br />
แต่กลับพบว่าเขาเพิ่งซื้อกล้องยี่ห้อและรุ่นเดียวกับคุณ<br />
แต่ซื้อได้ถูกกว่านั้น คือจ่ายไปเพียง ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น</p>
<p><strong><span style="color:#ff0000;">คุณจะรู้สึกอย่างไร? ยังจะยิ้มได้อีกหรือไม่ ?</span></strong></p>
<p><span id="more-89"></span>ถ้าคุณยิ้มไม่ออก ก็น่าถามตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?<br />
ก็คุณเพิ่งได้ของใหม่มา แถมจ่ายน้อยกว่าคนทั่วไป<br />
อีกทั้งสินค้าก็มีคุณภาพและถูกใจคุณเสียด้วย<br />
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่คุณน่าจะดีใจมิใช่หรือ?<br />
แต่ทำไมคุณถึงเสียใจหรือถึงกับโมโหตัวเอง<br />
เป็นเพราะคุณไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านใช่หรือไม่?</p>
<p>คุณมีกล้องดีที่น่าพอใจ แต่ทันทีที่คุณไปเปรียบเทียบกับกล้องของคนอื่น<br />
ความรู้สึกไม่พอใจก็เข้ามาแทนที่ คนเราไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีก็เพราะเหตุนี้<br />
จึงมีผู้กล่าวว่าการเปรียบเทียบเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์</p>
<p><span style="color:#008000;">เคยสังเกตหรือไม่ว่า</span></p>
<p>มีคนจำนวนไม่น้อยที่มักคิดว่ารถของคนอื่นดีกว่ารถของตัว</p>
<p>แฟนของคนอื่นสวย(หรือหล่อ)กว่าแฟนของตัว</p>
<p>ลูกของคนอื่นเก่งกว่าลูกของตัว</p>
<p>และอาหารที่คนอื่นสั่งมักน่ากินกว่าจานของตัว</p>
<p><span style="font-size:small;"><strong>ถ้าคุณเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชีวิตจะหาความสุขได้ยาก<br />
แม้จะได้มามากเท่าไร ก็ไม่พอใจเสียที<br />
</strong><br />
อย่าว่าแต่ของที่ซื้อมาด้วยเงินของตัวเลย แม้ของที่เราได้มาฟรี ๆ<br />
เช่น ได้โทรศัพท์มือ ถือมาฟรี ๆ ๑ เครื่อง<br />
ที่จริงน่าจะดีใจ แต่เมื่อรู้ว่าคนอื่นได้รับแจกรุ่นที่ดีกว่าและแพงกว่า<br />
จากเดิมที่เคยยิ้มจะหุบทันที<br />
แถมยังจะทุกข์ยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่ได้รับแจกด้วยซ้ำ<br />
นั่นเป็นเพราะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นใช่ไหม ?<br />
ทั้งๆ ที่ตนมีโชคแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนโชคไม่ดีเหมือนคนอื่น</span></p>
<p><strong>ความทุกข์ของผู้คนสมัยนี้ส่วนให ญ่เกิดขึ้นเพราะไปมองคนอื่นมากเกินไป</strong></p>
<p>เราจึงไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มีหรือเป็นเสียที แม้ว่าจะสวยหรือหุ่นดีเพียงใด<br />
ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองขี้เหร่ ผมไม่สลวย ผิวคล้ำไป<br />
แถมวงแขนก็ไม่ขาวนวลเหมือนดารา</p>
<p><span style="font-size:small;"><strong>แต่เมื่อใดที่เราหันมาพอใจกับสิ่งที่ตนมี<br />
มองเห็นแง่ดีของสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่<br />
ความสุขจะเพิ่มพูนขึ้นมามากมายทันที<br />
จิตใจจะเบาขึ้น และชีวิตจะหายเหนื่อย</strong></span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องวิ่งไล่ล่าหาซื้อสิ่งของต่าง ๆ มากมาย<br />
เพียงเพื่อจะได้มีเหมือนคนอื่นเขา</p>
<p><span style="font-size:small;"><strong><span style="color:#ff00ff;">พอใจในสิ่งที่เรามี<br />
ภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น<br />
เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่กับตัว<br />
นี้คือเคล็ดลับสู่ชีวิตที่เบาสบายและสงบเย็น</span></strong></span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/89/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/89/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/89/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=89&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2010/04/17/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c-%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>สมมุติและวิมุตติ</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2010/01/19/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2010/01/19/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 17:45:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=82</guid>
		<description><![CDATA[หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อำเภอ วารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี (ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ สถานที่ ผู้ฟัง และวันที่บรรยาย) สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ ที่เราสมมุติขึ้นมา เองทั้งสิ้น สมมุติแล้วก็หลงสมมุติของตัวเอง เลยไม่มีใครวาง มันเป็น ทิฐิ มันเป็นมานะ ความยึดมั่นถือมั่น อันความยึดมั่นถือมั่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะจบได้ มันจบลงไม่ได้ สักที เป็นเรื่องวัฏฏสงสารที่ไหลไปไม่ขาด ไม่มีทางสิ้นสุด ทีนี้ถ้าเรารู้ จักสมมุติแล้ว ก็รู้จักวิมุตติ ครั้นรู้จักวิมุตติแล้ว ก็รู้จักสมมุติ ก็จะเป็น ผู้รู้จักธรรมะอันหมดสิ้นไป ก็เหมือนเราทุกคนนี้แหละ แต่เดิมชื่อของเราก็ไม่มี คือตอน เกิดมาไม่มีชื่อ ที่มีชื่อขึ้นมาก็โดยสมมุติกันขึ้นมาเอง อาตมาพิจารณา ดูว่า เอ! สมมุตินี้ ถ้าไม่รู้จักมันจริงๆแล้ว มันก็เป็นโทษมาก ความจริง มันเป็นของเอามาใช้ให้เรารู้จักเรื่องราวเฉยๆ เท่านั้นก็พอ ให้รู้ว่าถ้าไม่ มีเรื่องสมมุตินี้ ก็ไม่มีเรื่องที่จะพูดกัน ไม่มีเรื่องที่จะบอกกัน ไม่มี ภาษาที่จะใช้กัน เมื่อครั้งที่อาตมาไปต่างประเทศ อาตมาได้ไปเห็นพวกฝรั่งไป นั่งกรรมฐานกันอยู่เป็นแถว [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=82&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หลวงพ่อชา สุภัทโท</strong><br />
วัดหนองป่าพง อำเภอ วารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี<br />
(ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ สถานที่ ผู้ฟัง และวันที่บรรยาย)</p>
<p>สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ ที่เราสมมุติขึ้นมา เองทั้งสิ้น สมมุติแล้วก็หลงสมมุติของตัวเอง เลยไม่มีใครวาง มันเป็น ทิฐิ มันเป็นมานะ ความยึดมั่นถือมั่น</p>
<p>อันความยึดมั่นถือมั่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะจบได้ มันจบลงไม่ได้ สักที เป็นเรื่องวัฏฏสงสารที่ไหลไปไม่ขาด ไม่มีทางสิ้นสุด ทีนี้ถ้าเรารู้ จักสมมุติแล้ว ก็รู้จักวิมุตติ ครั้นรู้จักวิมุตติแล้ว ก็รู้จักสมมุติ ก็จะเป็น ผู้รู้จักธรรมะอันหมดสิ้นไป</p>
<p>ก็เหมือนเราทุกคนนี้แหละ แต่เดิมชื่อของเราก็ไม่มี คือตอน เกิดมาไม่มีชื่อ ที่มีชื่อขึ้นมาก็โดยสมมุติกันขึ้นมาเอง อาตมาพิจารณา ดูว่า เอ! สมมุตินี้ ถ้าไม่รู้จักมันจริงๆแล้ว มันก็เป็นโทษมาก ความจริง มันเป็นของเอามาใช้ให้เรารู้จักเรื่องราวเฉยๆ เท่านั้นก็พอ ให้รู้ว่าถ้าไม่ มีเรื่องสมมุตินี้ ก็ไม่มีเรื่องที่จะพูดกัน ไม่มีเรื่องที่จะบอกกัน ไม่มี ภาษาที่จะใช้กัน</p>
<p>เมื่อครั้งที่อาตมาไปต่างประเทศ อาตมาได้ไปเห็นพวกฝรั่งไป นั่งกรรมฐานกันอยู่เป็นแถว แล้วเวลาจะลุกขึ้นออกไป ไม่ว่าผู้หญิง หรือผู้ชายก็ตาม เห็นจับหัวกัน ผู้นั้นผู้นี้ไปเรื่อยๆ ก็เลยมาเห็นได้ว่า โอ! สมมุตินี้ถ้าไปตั้งลงไว้ที่ไหน ไปยึดมั่นหมายมั่นมัน ก็จะเกิดกิเลส อยู่ที่นั่น ถ้าเราวางสมมุติได้ ยอมมันแล้วก็สบาย</p>
<p>อย่างพวกนายพลนายพันทหารมาที่นี่ ก็เป็นผู้มียศฐา บรรดาศักดิ์ ครั้นมาถึงอาตมาแล้วก็พูดว่า “หลวงพ่อกรุณาจับหัวให้ ผมหน่อยครับ” นี่แสดงว่าถ้ายอมแล้วมันก็ไม่มีพิษอยู่ที่นั่น พอลูบหัว ให้ เขาดีใจด้วยซ้ำ แต่ถ้าไปลูบหัวเขาที่กลางถนนดูซิไม่เกิดเรื่องก็ลอง ดู นี่คือความยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ ฉะนั้น อาตมาว่าการวางนี้มันสบาย จริงๆ เมื่อตั้งใจว่าเอาหัวมาให้อาตามลูบ ก็สมมุติลงว่าไม่เป็นอะไร แล้วก็ไม่เป็นอะไรจริงๆ ลูบอยู่เหมือนหัวเผือกหัวมัน แต่ถ้าเราลูบอยู่ กลางทาง ไม่ได้แน่นอน</p>
<p><span id="more-82"></span></p>
<p>นี่แหละเรื่องของการยอม การละ การวาง การปลง ทำได้แล้ว มันเบาอย่างนี้ ครั้นไปยึดที่ไหน มันก็เป็นภพที่นั่น เป็นชาติที่นั่น มีพิษ มีภัยขึ้นที่นั่น พระพุทธองค์ของเราท่านทรงสอนสมมุติ แล้วก็ทรงสอน ให้แก้สมมุติโดยถูกเรื่องของมัน ให้มันเห็นเป็นวิมุตติ อย่าไปยึดมั่น หรือถือมั่นมัน สิ่งที่มันเกิดมาในโลกนี้ก็เรื่องสมมุติทั้งนั้น มันจึงเป็น ขึ้นมา ครั้นเป็นขึ้นมาแล้ว และสมมุติแล้ว ก็อย่าไปหลงสมมุตินั้น ท่านว่ามันเป็นทุกข์ เรื่องสมมุติเรื่องบัญญัตินี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้า คนไหนปล่อย คนไหนวางได้ มันก็หมดทุกข์</p>
<p>แต่เป็นกิริยาของโลกเรา เช่นว่า พ่อบุญมานี้เป็นนายอำเภอ เถ้าแก่แสงชัยไม่ได้เป็นนายอำเภอ แต่เป็นเพื่อนกันมาแต่ไหนแต่ไร แล้ว (หมายเหตุ 1) เมื่อพ่อบุญมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอ ก็ เป็นสมมุติขึ้นมาแล้ว แต่ก็ให้รู้จักใช้สมมุติให้เหมาะสมสักหน่อย เพราะเรายังอยู่ในโลก ถ้าเถ้าแก่แสงชัยขึ้นไปหานายอำเภอที่ที่ทำงาน และเถ้าแก่แสงชัยไปจับหัวนายอำเภอมันก็ไม่ดี จะไปคิดว่าแต่ก่อน อยู่ด้วยกัน หามจักรเย็บผ้าด้วยกันจวนจะตายครั้งนั้น จะไปเล่นหัวให้ คนเห็นมันก็ไม่ถูกไม่ดี ต้องให้เกียรติกันสักหน่อย อย่างนี้ก็ควรปฏิบัติ ให้เหมาะสมตามสมมุติในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย จึงจะอยู่ด้วยกันด้วยดี ถึงจะเป็นเพื่อนกันมาแต่ครั้งไหนก็ตาม เขาเป็นนายอำเภอแล้ว ต้อง ยกย่องเขา เมื่อออกจากที่ทำงานมาถึงบ้านถึงเรือนแล้ว จึงจับหัวกัน ได้ไม่เป็นอะไร ก็จับหัวนายอำเภอนั่นแหละ แต่ไปจับอยู่ที่กลางศาลา คนเยอะๆก็อาจจะผิดแน่ นี่ก็เรียกว่าให้เกียรติกันอย่างนี้ ถ้ารู้จักใช้ อย่างนี้มันก็เกิดประโยชน์ ถึงแม้จะสนิทกันนานแค่ไหนก็ตาม พ่อบุญ มาก็คงจะต้องโกรธ หากว่าไปทำในหมู่คนมากๆ เพราะเป็นนาย อำเภอแล้ว นี่แหละมันก็เรื่องปฏิบัติ เท่านี้แหละโลกเรา ให้รู้จักกาล รู้ จักเวลา รู้จักบุคคล</p>
<p>ท่านจึงให้เป็นผู้ฉลาด สมมุติก็ให้รู้จัก วิมุตติก็ให้รู้จัก ให้รู้จัก ในคราวที่เราจะใช้ ถ้าเราใช้ให้ถูกต้อง มันก็ไม่เป็นอะไร ถ้าใช้ไม่ถูก ต้อง มันก็ผิด มันผิดอะไร มันผิดกิเลสของคนที่แหละ มันไม่ผิดอันอื่น หรอก เพราะคนเหล่านี้อยู่กับกิเลส มันก็เป็นกิเลสอยู่แล้ว นี่เรื่อง ปฏิบัติของสมมุติ ปฏิบัติเฉพาะในที่ประชุม ในบุคคล ในกาล ในเวลา ก็ใช้สมมุติบัญญัติอันนี้ได้ตามความเหมาะสม ก็เรียกว่าคนฉลาด ให้ เรารู้จักต้น รู้จักปลาย ทั้งที่เราอยู่ในสมมุตินี้แหละ มันทุกข์เพราะ ความไปยึดมั่นหมายมั่นมัน แต่ถ้ารู้จักสมมุติให้มันเป็น มันก็เป็นขึ้น มา เป็นขึ้นมาได้โดยฐานที่เราสมมุติ แต่มันค้นไปจริงๆแล้วไปจนถึง วิมุตติ มันก็ไม่มีอะไรเลย</p>
<p>อาตามเคยเล่าให้ฟังว่า พวกเราทั้งหลายที่มาบวชเป็นพระนี้ แต่ก่อนก็เป็นฆราวาส ก็สมมุติว่าเป็นฆราวาส มาบวช สมมุติให้เป็น พระ ก็เลยเป็นพระ แต่เป็นพระเณรเพียงสมมุติ พระแท้ๆยังไม่เป็น เป็นเพียงสมมุติ ยังไม่เป็นวิมุตติ นี่ถ้าหากว่าเรามาปฏิบัติให้จิตหลุด พ้นจากอาสวะทั้งหลายเหล่านี้เป็นขั้นๆไป ตั้งแต่ขั้นโสดา สกิทาคามี อนาคามี ไปจนถึงพระอรหันต์ นั้นเป็นเรื่องละกิเลสแล้ว แต่แม้เป็น พระอรหันต์แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องสมมุติอยู่นั่นเอง คือสมมุติว่าเป็นพระ อรหันต์ อันนั้นเป็นพระแท้ ครั้งแรกก็สมมุติอย่างนี้ คือสมมุติว่าเป็น พระ แล้วก็จะละกิเลสเลยได้ไหม ก็ไม่ได้</p>
<p>เหมือนกันกับเกลือนี่แหละ สมมุติว่าเรากำดินทรายมาสักกำ หนึ่ง เอามาสมมุติว่าเป็นเกลือ มันเป็นเกลือไหมละ? ก็เป็นอยู่ แต่ เป็นเกลือโดยสมมุติ ไม่ใช่เกลือแท้ๆ จะเอาไปใส่แกงมันก็ไม่มี ประโยชน์ ถ้าจะว่าเป็นเกลือแท้ มันก็เปล่าทั้งนั้นแหละ นี่เรียกว่า สมมุติ ทำไมจึงสมมุติ? เพราะว่าเกลือไม่มีอยู่ที่นั่น มันมีแต่ดินทราย ถ้าเอาดินทรายมาสมมุติว่าเป็นเกลือ มันก็เป็นเกลือให้อยู่ เป็นเกลือ โดยฐานที่สมมุติ ไม่เป็นเกลือจริง คือมันก็ไม่เค็ม ใช้สำเร็จประโยชน์ ไม่ได้ มันสำเร็จประโยชน์ได้เป็นบางอย่าง คือในขั้นสมมุติ ไม่ใช่ในขั้น วิมุตติ</p>
<p>ชื่อว่าวิมุตตินั้น ก็สมมุตินี้แหละเรียกขึ้นมา แต่ว่าสิ่งทั้งหลาย เหล่านั้นมันหลุดพ้นจากสมมุติแล้ว หลุดไปแล้ว มันเป็นวิมุติแล้ว แต่ ก็ยังเอามาสมมุติให้เป็นวิมุตติอยู่อย่างนี้แหละ มันก็เป็นเรื่องเท่านี้ จะขาดสมมุติได้ไหม? ก็ไม่ได้ ถ้าขาดสมมุติแล้ว ก็จะไม่รู้จักการพูด จา ไม่รู้จักต้น ไม่รู้จักปลาย เลยไม่มีภาษาจะพูดกัน</p>
<p>ฉะนั้นสมมุตินี้ก็มีประโยชน์ คือประโยชน์ที่สมมุติขึ้นมาให้เรา ใช้กัน เช่นว่าคนทุกคนก็มีชื่อต่างกัน แต่ว่าเป็นคนเหมือนกัน ถ้าหาก ไม่มีการตั้งชื่อเรียกกัน ก็ไม่รู้ว่าพูดกันให้ถูกคนได้อย่างไร เช่นเรา อยากจะเรียกใครสักคนหนึ่ง เราก็เรียกว่า “คน คน” ก็ไม่มีใครมา มัน ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะต่างก็เป็นคนด้วยกันทุกคน แต่ถ้าเราเรียก “จันทร์มานี่หน่อย” จันทร์ก็ต้องมา คนอื่นไม่ต้องมา มันสำเร็จ ประโยชน์อย่างนี้ ได้เรื่องได้ราว ฉะนั้นได้ข้อประพฤติปฏิบัติอันเกิด จากสมมุติอันนี้ก็ยังมีอยู่</p>
<p>ดังนั้นถ้าเข้าใจในเรื่องสมมุติ เรื่องวิมุตติให้ถูกต้อง มันก็ไปได้ สมมุตินี้ก็เกิดประโยชน์ได้เหมือนกัน แต่ความจริงแท้แล้วมันไม่มีอะไร อยู่ที่นั่น แม้ตลอดว่าคนก็ไม่มีอยู่ที่นั่น เป็นสภาวธรรมอันหนึ่งเท่านั้น เกิดมาด้วยเหตุด้วยปัจจัยของมัน เจริญเติบโตด้วยเหตุด้วยปัจจัยของ มัน ให้ตั้งอยู่ได้พอสมควรเท่านั้น อีกหน่อยมันก็บุบสลายไปเป็นธรรม ดา ใครจะห้ามก็ไม่ได้ จะปรับปรุงอะไรก็ไม่ได้ มันเป็นเพียงเท่านั้น อันนี้ก็เรียกว่าสมมุติ ถ้าไม่มีสมมุติก็ไม่มีเรื่องราว ไม่มีเรื่องที่จะปฏิบัติ ไม่มีเรื่องที่จะมีการมีงาน ไม่มีชื่อเสียง เลยไม่รู้จักภาษากัน ฉะนั้น สมมุติบัญญัติตั้งขึ้นมา เพื่อให้เป็นภาษา ให้ใช้กันสะดวก</p>
<p>เหมือนกับเงินนี่แหละ สมัยก่อนธนบัตรมันไม่มีหรอก มันก็ เป็นกระดาษอยู่ธรรมดา ไม่มีราคาอะไร ในสมัยต่อมาท่านว่าเงินอัฐ เงินตรามันเป็นก้อนวัตถุ เก็บรักษายาก ก็เลยเปลี่ยนเสีย เอาธนบัตร เอากระดาษนี้มาเปลี่ยนเป็นเงิน ก็เป็นเงินให้เราอยู่ ต่อไปนี้ ถ้ามีพระ ราชาองค์ใหม่เกิดขึ้นมา สมมุติไม่ชอบธนบัตรกระดาษ เอาขี้ครั่งก็ได้ มาทำให้มันเหลวแล้วมาพิมพ์เป็นก้อนๆ สมมุติว่าเป็นเงิน เราก็ใช้ ขี้ครั่งกันทั้งหมดทั่วประเทศ เป็นหนี้เป็นสินกันก็เพราะก้อนขี้ครั่งนี้ แหละ อย่าว่าแต่เพียงก้อนขี้ครั่งเลย เอาก้อนขี้ไก่มาแปรให้มันเป็น เงินมันก็เป็นได้ ทีนี้ขี้ไก่ก็จะกลายเป็นเงินไปหมด จะฆ่ากันแย่งกันก็ เพราะก้อนขี้ไก่ เรื่องของมันเป็นเรื่องแค่นี้</p>
<p>แม้เขาจะเปลี่ยนเป็นรูปใหม่มา ถ้าพร้อมกันสมมุติขึ้นแล้ว มันก็เป็นขึ้นมาได้ มันเป็นสมมุติอย่างนั้น อันนี้สิ่งที่ว่าเป็นเงินนั้นมัน เป็นอะไรก็ไม่รู้จัก เรื่องแร่ต่างๆที่ว่าเป็นเงินจริงๆแล้วจะเป็นเงินหรือ เปล่าก็ไม่รู้ เห็นแร่อันนั้นเป็นมาอย่างนั้นก็เอามาสมมุติมันขึ้นมา มัน ก็เป็น ถ้าพูดเรื่องโลกแล้วมันก็มีแค่นี้ สมมุติอะไรขึ้นมาแล้วมันก็เป็น เพราะมันอยู่กับสมมุติเหล่านี้ แต่ว่าจะเปลี่ยนให้เป็นวิมุตติ ให้คนรู้จัก วิมุตติอย่างจริงจังนั้นมันยาก</p>
<p>เรือนเรา บ้านเรา ข้าวของเงินทอง ลูกหลานเรา เหล่านี้ก็ สมมุติว่าลูกเรา เมียเรา พี่เรา น้องเรา อย่างนี้ เป็นฐานที่สมมุติกันขึ้น มาทั้งนั้น แต่ความจริงแล้วถ้าพูดตามธรรมะ ท่านว่าไม่ใช่ของเรา ก็ ฟังไม่ค่อยสบายหูสบายใจเท่าใด เรื่องของมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้า ไม่สมมุติขึ้นมาก็ไม่มีราคา สมมุติว่าไม่มีราคาก็ไม่มีราคา สมมุติให้มี ราคาขึ้นมาก็มีราคาขึ้นมา มันก็เป็นเช่นนั้น ฉะนั้นสมมุตินี้ก็ดีอยู่ ถ้า เรารู้จักใช้มัน ให้รู้จักใช้มัน</p>
<p>อย่างสกลร่างกายของเรานี้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เราหรอก มัน เป็นของสมมุติ จริงๆแล้วจะหาตัวตนเราเขาแท้มันก็ไม่มี มีแต่ธรรม ธาตุอันหนึ่งเท่านี้แหละ มันเกิด แล้วก็ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ทุกอย่างมัน ก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นจริงเป็นจังของมัน แต่ว่าสมควรที่ เราจะต้องใช้มัน</p>
<p>อย่างว่า เรามีชีวิตอยู่ได้นี้เพราะอะไร? เพราะอาหารการกิน ของเราที่เป็นอยู่ ถ้าหากว่าชีวิตเราอยู่กับอาหารการกิน เป็นเครื่อง หล่อเลี้ยง เป็นปัจจัย จำเป็นเราก็ต้องใช้ ใช้สิ่งเหล่านี้ให้มันสำเร็จ ประโยชน์ในความเป็นอยู่ของเรา เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านทรง สอนพระ เริ่มต้นจริงๆท่านก็สอนเรื่องปัจจัยสี่ เรื่องจีวร เรื่อง บิณฑบาต (หมายเหตุ 2) เรื่องเสนาสะ เรื่องเภสัชยาบำบัดโรค ท่าน ให้พิจารณา ถ้าเราไม่ได้พิจารณาตอนเช้า ยามเย็นมันล่วงกาลมา แล้ว ก็ให้พิจารณาเรื่องอันนี้</p>
<p>ทำไมท่านจึงให้พิจารณาบ่อยๆ พิจารณาให้รู้จักว่า มันเป็น ปัจจัยสี่ เครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายของเรา นักบวชก็ต้องมีผ้านุ่งห่ม อาหารการขบฉัน ยารักษาโรค มีที่อยู่อาศัย เมื่อเรามีชีวิตอยู่เราจะหนี จากสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ถ้าอาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นอยู่ ท่านทั้งหลายจะได้ใช้ ของเหล่านี้จนตลอดชีวิตของท่าน แล้วท่านอย่าหลงนะ อย่าหลงสิ่ง เหล่านี้ มันเป็นเพียงเท่านี้ มีผลเพียงเท่านี้</p>
<p>เราจะต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ไปจึงอยู่ได้ ถ้าไม่อาศัยสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง จะบำเพ็ญภาวนา จะสวดมนต์ทำวัตร จะนั่งพิจารณากรรมฐาน ก็จะสำเร็จประโยชน์ให้ท่านไม่ได้ ในเวลานี้จะต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ ฉะนั้นท่านทั้งหลายอย่าไปติดสิ่งเหล่านี้ อย่าไปหลงสมมุติอันนี้ อย่า ไปติดปัจจัยสี่อันนี้ มันเป็นปัจจัยให้ท่าน อยู่ไป อยู่ไป พอถึงคราวมัน ก็เลิกจากกันไป</p>
<p>ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องสมมุติ ก็ต้องรักษาให้มันอยู่ ถ้าไม่รักษา มันเป็นโทษ เช่นถ้วยใบหนึ่ง ในอนาคตมันจะต้องแตก แตกก็ช่างมัน แต่ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ขอให้ท่านรักษาถ้วยใบนี้ไว้ให้ดี เพราะเป็น เครื่องใช้ของท่าน ถ้าถ้วยใบนี้แตกท่านก็ลำบาก แต่ถึงแม้ว่าจะแตกก็ ขอให้เป็นเรื่องสุดวิสัยที่มันแตกไป</p>
<p>ปัจจัยสี่ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้พิจารณานี้ก็เหมือนกัน เป็นปัจจัยส่งเสริม เป็นเครื่องอาศัยของบรรพชิต ให้ท่านทั้งหลายรู้จัก มัน อย่าไปยึดมั่นหมายมั่นมัน จนเป็นก้อนกิเลสตัณหาเกิดขึ้นในดวง จิตดวงใจของท่าน จนเป็นทุกข์ เอาแค่ใช้ชีวิตให้มันเป็นประโยชน์เท่า นี้ก็พอแล้ว</p>
<p>เรื่องสมมุติกับวิมุตติ มันก็เกี่ยวข้องกันอย่างนี้เรื่อยไป ฉะนั้น ถ้าหากว่าใช้สมมุติอันนี้อยู่ อย่าไปวางอกวางใจว่ามันเป็นของจริง จริงโดยสมมุติเท่านั้น ถ้าเราไปยึดมั่นหมายมั่นก็เป็นทุกข์ขึ้นมา เพราะเราไม่รู้เรื่องอันนี้ตามเป็นจริง เรื่องมันจะถูกจะผิดก็เหมือนกัน บางคนเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เรื่องผิดเรื่องถูกไม่รู้ว่าเป็นของ ใคร ต่างคนต่างก็สมมุติขึ้นมาว่าถูกว่าผิดอย่างนี้แหละ เรื่องทุกเรื่องก็ ควรให้รู้</p>
<p>พระพุทธเจ้าท่านกลัวว่า มันจะเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าถกเถียง กัน เรื่องทั้งหลายเหล่านี้มันจบไม่เป็น คนหนึ่งว่าถูกคนหนึ่งว่าผิด คน หนึ่งว่าผิดคนหนึ่งว่าถูก อย่างนี้ แต่ความจริงแล้ว เรื่องถูกเรื่องผิดนั้น น่ะเราไม่รู้จักเลย เอาแต่ว่าให้เรารู้จักใช้ให้มันสบาย ทำการงานให้ถูก ต้อง อย่าให้มันเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่น ให้มันไป กลางๆไปอย่างนี้ มันก็สำเร็จประโยชน์ของเรา</p>
<p>รวมแล้วส่วนสมมุติก็ดี ส่วนวิมุติก็ดี ล้วนแต่เป็นธรรมะ แต่ว่า มันเป็นของยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่มันก็เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน เราจะ รับรองแน่นอนว่า อันนี้ให้เป็นอันนี้จริงๆอย่างนั้นไม่ได้ ฉะนั้น พระ พุทธเจ้าท่านจึงให้วางไว้ว่า “มันไม่แน่” ถึงจะชอบมากแค่ไหน ก็ให้รู้ ว่ามันไม่แน่นอน ถึงจะไม่ชอบมากแค่ไหน ก็ให้เข้าใจว่าอันนี้ไม่แน่ นอน มันก็ไม่แน่นอนอย่างนั้นจริงๆ แล้วปฏิบัติจนเป็นธรรมะ อดีตก็ ตาม อนาคตก็ตาม ปัจจุบันก็ตาม เรียกว่าปฏิบัติธรรมะ</p>
<p>แล้วที่มันจบก็คือที่มันไม่มีอะไร ที่มันละมันวางมันวาง มัน วางภาระที่มันจบ จะเปรียบเทียบให้ฟัง อย่างคนหนึ่งว่าธงมันเป็น อะไรจึงปลิวพริ้วไป คงเป็นเพราะมีลม อีกคนหนึ่งว่ามันเป็นเพราะมี ธงต่างหาก อย่างนี้ก็จบลงไม่ได้สักที เหมือนกันกับว่าไก่เกิดจากไข่ ไข่เกิดจากไก่อย่างนี้แหละ มันไม่มีหนทางจบ คือมันหมุนไป หมุนไป ตามวัฏฏะของมัน</p>
<p>ทุกสิ่งสารพัดนี้เรียกว่าสมมุติขึ้นมา มันเกิดจากสมมุติขึ้นมา ก็ให้รู้จักสมมุติ ให้รู้จักบัญญัติ ถ้ารู้จักสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ก็รู้จักเรื่อง อนิจจัง เรื่องทุกขัง เรื่องอนัตตา มันเป็นอารมณ์ตรงต่อพระนิพพาน เลยอันนี้</p>
<p>เช่นการแนะนำพร่ำสอนให้ความเข้าใจกับคนแต่ละคน นี้มัน ก็ยากอยู่ บางคนมีความคิดอย่างหนึ่ง พูดให้ฟังก็ว่าไม่ใช่ พูดความ จริงให้ฟังเท่าไร ก็ว่าไม่ใช่ ฉันเอาถูกของฉัน คุณเอาถูกของคุณ มันก็ ไม่มีทางจบ แล้วมันเป็นทุกข์ ก็ยังไม่วาง ก็ยังไม่ปล่อยมัน อาตมาเคยเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งว่า คนสี่คนเดินเข้าไปในป่า ได้ ยินเสียงไก่ขัน “เอ๊ก อี้เอ้ก เอ้ก” ต่อกันไป คนหนึ่งก็เกิดปัญญาขึ้นมา ว่า เสียงขันนี้ใครว่าไก่ตัวผู้หรือว่าไก่ตัวเมีย สามคนรวมหัวกันว่าไก่ตัว เมีย ส่วนคนเดียวนั้นก็ว่าไก่ตัวผู้ขัน เถียงกันไปอยู่อย่างนี้แหละ ไม่ หยุด สามคนว่าไก่ตัวเมียขัน คนเดียวว่าไก่ตัวผู้ขัน “ไก่ตัวเมียจะขัน ได้อย่างไร?” “ก็มันมีปากนี่” สามคนตอบ คนคนเดียวนั้นเถียงจนร้อง ให้ ความจริงแล้วไก่ตัวผู้นั่นแหละขันจริงๆ ตามสมมุติของเขา แต่สาม คนนั้นว่าไม่ใช่ ว่าเป็นไก่ตัวเมีย เถียงกันไปจนร้องให้ เสียอกเสียใจ มาก ผลที่สุดแล้ว มันก็ผิดหมดทุกคนนั่นแหละ ที่ว่า ไก่ตัวผู้ ไก่ตัว เมีย ก็เป็นสมมุติเหมือนกัน</p>
<p>ถ้าไปถามไก่ว่า “เป็นตัวผู้หรือ” มันก็ไม่ตอบ “เป็นไก่ตัวเมีย หรือ” มันก็ไม่ให้เหตุผลว่าอย่างไร แต่แรกเคยสมมุติบัญญัติว่ารูป ลักษณะอย่างนี้เป็นไก่ตัวผู้ รูปลักษณะอย่างนั้นเป็นไก่ตัวเมีย รูป ลักษณะอย่างนี้เป็นไก่ตัวผู้มันต้องขันอย่างนี้ ตัวเมียต้องขันอย่างนั้น อันนี้มันเป็นสมมุติติดอยู่ในโลกเรานี้ ความเป็นจริงของมัน มันไม่มีไก่ ตัวผู้ตัวเมียหรอก ถ้าพูดตามความสมมุติในโลกก็ถูกตามคนเดียวนั้น แต่เพื่อนสามคนไม่เห็นด้วย เข่าว่าไม่ใช่ เถียงกันไปจนร้องให้ มันก็ไม่ เกิดประโยชน์อะไร มันก็เรื่องเพียงเท่านี้</p>
<p>ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน ไม่ยึด มั่นถือมั่นทำไมจะปฏิบัติได้? ปฏิบัติไปเพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่ จะเอาปัญญาแทนเข้าไปในที่นี้ยากลำบาก นี่เพราะที่ไม่ให้ยึดมันจึง เป็นของยาก มันต้องอาศัยปัญญาแหลมคมเข้าไปพิจารณา มันจึงไป กันได้ อนึ่ง ถ้าคิดไปแล้วเพื่อบรรเทาทุกข์ลงไป ไม่ว่าผู้มีน้อยหรือมี มากหรอก เป็นกับปัญญาของคน ก่อนที่มันจะทุกข์มันจะสุข มันจะ สบายหรือไม่สบาย มันจะล่วงทุกข์ทั้งหลายได้ เพราะปัญญาให้มัน เห็นตามเป็นจริงของมัน</p>
<p>ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้อบรม ให้พิจารณา ให้ภาวนา ภาวนาก็คือ ให้พยายามแก้ปัญหาทั้งหลายเหล่านี้ให้ถูกต้องตามเรื่อง ของมัน เรื่องของมันเป็นอยู่อย่างนี้ คือเรื่องเกิด เรื่องแก่ เรื่องเจ็บ เรื่องตาย มันเป็นเรื่องของธรรมดา ธรรมดาแท้ๆ มันเป็นอยู่อย่างนี้ ของมัน ท่านจึงให้พิจารณาอยู่เรื่อยๆ ให้ภาวนาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย บางคนไม่เข้าใจ ไม่รู้จะพิจารณามันไปทำไม เกิดก็รู้จักว่าเกิดอยู่ ตายก็รู้จักว่าตายอยู่นั่นแหละ (หมายเหตุ 3) มัน เป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกิน มันเป็นเรื่องความจริงเหลือเกิน ถ้าหากว่าผู้ใดพิจารณาแล้วพิจารณาอีกอยู่อย่างนี้ มันก็เห็น เมื่อมันเห็น มันก็ค่อยแก้ไขไป ถึงหากว่ามันจะมีความยึดมั่นหมายมั่น อยู่ก็ดี ถ้าเรามีปัญญาเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มันก็บรรเทาทุกข์ ไปได้ ฉะนั้นจงศึกษาธรรมเพื่อแก้ทุกข์</p>
<p>ในหลักพุทธศาสนานี้ก็ไม่มีอะไร มีแต่เรื่องทุกข์เกิด กับทุกข์ ดับ เรื่องทุกข์จะเกิด เรื่องทุกข์จะดับ เท่านั้น ท่านจึงจัดเป็นสัจจธรรม ถ้าไม่รู้ มันก็เป็นทุกข์ เรื่องจะเอาทิฐิมานะมาเถียงกันนี้ไม่มีวันจบ หรอก มันไม่จบ มันไม่สิ้น เรื่องที่จะให้จิตใจเราบรรเทาทุกข์สบายๆ นั้น เราก็ต้องพิจารณาดูเรื่องที่เราผ่านมา เรื่องปัจจุบันและอนาคตที่ มันเป็นไป เช่นว่าพูดถึงความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทำ ยังไงมันจึงจะไม่ให้เป็นห่วงเป็นใยกัน ก็เป็นห่วงเป็นใยอยู่เหมือนกัน แต่ว่าถ้าหากบุคคลมาพิจารณา รู้เท่าตามความเป็นจริง ทุกข์ทั้ง หลายก็จะบรรเทาลงไป เพราะไม่ได้กอดทุกข์ไว้</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration:underline;"><span style="font-family:'Cordia New';color:#800000;font-size:medium;">หมายเหตุจากผู้จัดทำ</span></span></strong> (คุณเจริญชัย เจริญทั้งเมือง)</p>
<p>เรื่องนี้ผมใช้หนังสือ นอกเหตุเหนือผล ซึ่งจัดพิมพ์โดย สำนัก พิมพ์ ธรรมสภา มาเป็นต้นฉบับ พิมพ์เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมได้ปรับปรุงตำแหน่งการเว้นวรรคและย่อหน้าให้เหมาะสม แต่ยังได้คงข้อความเดิมไว้ทั้งหมด ยกเว้นมีการแก้ไขข้อความที่คาด ว่าต้นฉบับเดิมจะพิมพ์ผิด โดยได้ใส่วงเล็บกำกับไว้ ณ จุดที่แก้ไขแล้ว ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้</p>
<p>จุด 1 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “แตไหนแต่ไร” คงจะลืม ไม้เอก จึงแก้เป็น “แต่ไหนแต่ไร”</p>
<p>จุด 2 เดิมเป็น “บิณฑาต” แก้เป็น “บิณฑบาต”</p>
<p>จุด 3 ต้นฉบับเดิมเป็นข้อความว่า “ว่าตายอยูนั่นแหละ” คง จะตกไม้เอก จึงแก้เป็น “ว่าตายอยู่นั่นแหละ”</p>
<p><span style="font-family:'Cordia New', 'Times New Roman', 'Bitstream Charter', Times, serif;"><span style="font-size:medium;">ที่มา: <a href="http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_25.htm" target="_blank">http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_25.htm</a></span></span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/82/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/82/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/82/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/82/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/82/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/82/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/82/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/82/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/82/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/82/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/82/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/82/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/82/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/82/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=82&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2010/01/19/%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>บทสัมภาษณ์สุดท้ายของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2009/01/23/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2009/01/23/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Jan 2009 17:32:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=76</guid>
		<description><![CDATA[พระธรรมโกศาจารย์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม &#8220;หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ&#8221; ท่านได้อุทิศชีวิตและร่างกายเป็นพุทธบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา แม้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะมีอายุมากแล้ว แต่ท่านยังทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง ในการรณรงค์ให้ชาวพุทธไทย เป็นชาวพุทธที่แท้จริงโดยให้ละทิ้งจากความเชื่องมงาย และทำงานให้หนักและขยันยิ่งขึ้น ตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเน้นเสมอในแก่นแท้ของพระศาสนา และความเข้าใจกันดี ระหว่างศาสนาอื่นๆ  หลังพ่อท่านได้ริเริ่มการปฏิวัติรูปแบบการเทศนาธรรมแบบดั้งเดิม มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรม ไม่ต้องถือคัมภีร์ใบลาน แต่พูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ กล้าพูดความจริงทุกกาล อันเป็นการดึงดูดประชาชนอย่างมากให้หันเข้าหาธรรมะ ในตอนแรกๆ นั้นได้รับการต่อต้านอยู่มากเหมือนกัน แต่ต่อมาภายหลังการกระทำแบบนี้ กลับเป็นที่ยอมรับ ของประชาชนทั่วไปมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อประชาชนทราบข่าวว่า ท่านปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมในที่ใด ก็จะมีผู้ตามมาฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดท่านจึงได้รับอาราธนา ให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ประจำอาทิตย์ต้นเดือน จนถึงปัจจุบัน  สุขภาพของหลวงพ่อเป็นอย่างไรบ้างครับ ?   ตอนนี้อายุ 91 ปี แล้ว ส่วนจะอยู่ถึง 100 ปีหรือไม่นั้นไม่แน่ เพราะสุขภาพร่างกายก็ทรุดโทรมตามอายุซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ ไปหาหมอบ่อยครั้งมากยิ่งขึ้นบางครั้งก็มีหมอมาดูแลถึงที่วัด   แล้วฉันข้าวได้ตามปกติอยู่หรือเปล่าครับ ?   ยังคงวันละ 2 มื้อ แต่ฉันได้น้อยกว่าปกติ ยังฉันเนื้อสัตว์อยู่ การฉันเนื้อสัตว์มีข้อถกเถียงกันไม่มีวันจบว่าบาปหรือไม่บาป อันนี้อาตมาคิด ว่ามันขึ้นอยู่กับเจตนา แม้ว่าสัตว์หลายชนิดเกิดมาเพื่อเป็นอาหาร แต่การกินก็ทำให้เกิดบาปได้เช่นกัน ถ้ากินด้วยความอร่อย กินด้วยความโลภ และกินด้วยความอยากก็บาป [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=76&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="aligncenter size-full wp-image-78" title="luangpor-punya" src="http://3signs.files.wordpress.com/2009/01/luangpor-punya.jpg?w=500" alt="luangpor-punya"   /></p>
<p align="justify"><strong><span style="font-family:Tahoma;color:#ff0000;font-size:medium;">พระธรรมโกศาจารย์</span></strong><strong><span style="font-family:Tahoma;color:#ff0000;font-size:medium;"> </span><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;">หรือที่รู้จักกันดีในนาม </span></strong><span style="font-family:Tahoma;color:#ff0000;font-size:medium;"><strong>&#8220;หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ&#8221;</strong></span><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong> ท่านได้อุทิศชีวิตและร่างกายเป็นพุทธบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา แม้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะมีอายุมากแล้ว แต่ท่านยังทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง ในการรณรงค์ให้ชาวพุทธไทย เป็นชาวพุทธที่แท้จริงโดยให้ละทิ้งจากความเชื่องมงาย และทำงานให้หนักและขยันยิ่งขึ้น ตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเน้นเสมอในแก่นแท้ของพระศาสนา และความเข้าใจกันดี ระหว่างศาสนาอื่นๆ </strong></span></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>หลังพ่อท่านได้ริเริ่มการปฏิวัติรูปแบบการเทศนาธรรมแบบดั้งเดิม มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรม ไม่ต้องถือคัมภีร์ใบลาน แต่พูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ กล้าพูดความจริงทุกกาล อันเป็นการดึงดูดประชาชนอย่างมากให้หันเข้าหาธรรมะ</strong></p>
<p align="justify"><strong><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;">ในตอนแรกๆ นั้นได้รับการต่อต้านอยู่มากเหมือนกัน แต่ต่อมาภายหลังการกระทำแบบนี้ กลับเป็นที่ยอมรับ ของประชาชนทั่วไปมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อประชาชนทราบข่าวว่า ท่านปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมในที่ใด ก็จะมีผู้ตามมาฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดท่านจึงได้รับอาราธนา ให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ประจำอาทิตย์ต้นเดือน จนถึงปัจจุบัน<span style="color:#000000;font-family:Georgia;font-weight:normal;"> </span></span></strong></p>
<p align="justify"><span id="more-76"></span></p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>สุขภาพของหลวงพ่อเป็นอย่างไรบ้างครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ตอนนี้อายุ <span lang="th">91</span> ปี แล้ว ส่วนจะอยู่ถึง <span lang="th">100</span> ปีหรือไม่นั้นไม่แน่ เพราะสุขภาพร่างกายก็ทรุดโทรมตามอายุซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของธรรมชาติ ไปหาหมอบ่อยครั้งมากยิ่งขึ้นบางครั้งก็มีหมอมาดูแลถึงที่วัด</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>แล้วฉันข้าวได้ตามปกติอยู่หรือเปล่าครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ยังคงวันละ <span lang="th">2</span> มื้อ แต่ฉันได้น้อยกว่าปกติ ยังฉันเนื้อสัตว์อยู่ การฉันเนื้อสัตว์มีข้อถกเถียงกันไม่มีวันจบว่าบาปหรือไม่บาป อันนี้อาตมาคิด ว่ามันขึ้นอยู่กับเจตนา แม้ว่าสัตว์หลายชนิดเกิดมาเพื่อเป็นอาหาร แต่การกินก็ทำให้เกิดบาปได้เช่นกัน ถ้ากินด้วยความอร่อย กินด้วยความโลภ และกินด้วยความอยากก็บาป หากกินเพราะเห็นว่าเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงร่างกายก็ไม่บาป</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>อายุมากอย่างนี้ยังกลัวตายอยู่หรือเปล่าครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">กลัวหรือไม่กลัวอยู่ที่เหตุการณ์พาไป ถ้าใครจะมาฆ่าฉันก็รักตัวกลัวอยู่เหมือนกัน เพราะฉันยังไม่อยากตาย แต่ถ้าถึงเวลาตายฉันก็ไม่กลัว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์โลกจะตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ไม่อาจกำหนดหรือรับรู้ล่วงหน้าได้</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>แล้วมี ส.ส. หรือรัฐมนตรี<span lang="th"> </span>มาเยี่ยมบ้างหรือเปล่าครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">อย่าไปฝันเลย เขาไม่มาหาฉันเพราะฉันเขกกระบาลไม่เป็น ไม่มีน้ำมนต์ และของขลังก็ไม่มีให้ ส่วนมารับธรรมะอย่าไปพูดถึงเลย นักการเมือเดียวนี้ห่างไกลธรรมะกันหลายคนทำให้พระเทศชาติไม่เจริญ</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>กิจนิมนต์ยังเยอะเหมือนเดิมหรือเปล่าครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ยังเยอะอยู่เหมือนเดิม แต่จะเลือกไปเฉพาะงานที่ใกล้ๆ วัดเท่านั้น เพราะเดินทางไกลๆ ไม่ไหวแล้ว</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>แล้วการเทศนาที่วัดทุกวันอาทิ<span lang="th">ต</span>ย์<span lang="th"> </span>หลวงพ่อยังไหวหรือเปล่า<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ฉันเทศนาทั้งที่วัดทั้งทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยมากว่า <span lang="th">40</span> ปี แล้ว ส่วนใหญ่จะเทศสอนให้คนพ้นจากความโง่ อะไรถูกต้องอะไรไม่ถูกต้อง ตอนนี้ไม่ได้ลงเทศนาแล้ว แต่ได้ให้พระลูกศิษย์เทศนาแทน</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>โครงการฝึกพระนักเทศน์ของหลวงพ่อก้าวหน้าอย่างไรครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ฝึกมาได้ <span lang="th">20</span> ชุดแล้ว ชุดละ <span lang="th">100</span> รูป ซึ่งได้ประสบความสำเสร็จพอสมควร ปีนี้หยุดฝึกเพราะสุขภาพไม่แข็ง</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>พระเทศนาดีไม่ดีขึ้นอยู่กับอะไรครับ ?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">การเทศนาดีไม่ดีไม่ได้อยู่ที่พระฝ่ายเดียว หากต้องอยู่ที่คนฟังด้วยว่าชอบหรือไม่ ถ้าชอบก็ว่าดีไม่ชอบก็ว่าไม่ดี</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ทำไมวัดบางแห่งเมื่อเจ้าอาวาสมรณภาพลงจึงไม่มีใครไปทำบุญเหมือนในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">เพราะเจ้าอาวาสรูปที่มรณภาพนั้นไม่ได้สอนให้ลูกศิษย์ฉลาด</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>แล้วหลวงพ่อได้สอนลูกศิษย์ว่าอย่างไรบ้างครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ให้ลูกศิษย์เจริญตามรอยฉัน สืบทอดเจตนาโดยเฉพาะการเผยแผ่ธรรมะ ให้คนเข้าวัดเพราะธรรมะ อย่าให้คนเข้าวัดเพราะความโง่ เพราะอยากได้วัตถุมงคล ฉันไม่ได้ฝากฝังอะไรเพราะยังอยู่ หากฉันต้องไปก็ไม่เป็นหวงพระลูกศิษย์เก่งกว่าฉัน เขาสอบได้ถึงเปรียญ <span lang="th">9 </span>ประโยค ซึ่งไม่ธรรมดา</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>มีอะไรที่หลวงพ่อยังไม่ได้ทำบ้างครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ก็ทำไปเรื่อยๆ ทำที่เรามีแรงจะทำได้ เพราะเราเกิดมาเพื่อรับใช้พระศาสนา ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาที่ถูกต้อง ให้เกิดปัญญาเกิดความเข้าใจศาสนาที่แท้จริง ไม่ใช่สนใจแต่เปลือกนอกของพระศาสนา</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>หน้าที่สำคัญของพระมีอะไรบ้างครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">หน้าที่ของพระนอกจะปฏิบัติธรรมเพื่อตัวเองแล้ว ยังต้องเทศนาสั่งสอนญาติโยมด้วย เป็นพระต้องสอนคนให้พ้นจากความโง่ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่โบราณถึงปัจจุบันพระมีแต่สอนให้คนโง่ คนเข้าใจศาสนาในทางที่ผิดๆ โดยเฉพาะสอนให้ยึดถือพระเครื่องมากกว่าที่จะสอนให้ยึดถือหลักธรรมของพระพุทธเจ้า</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>พระที่สร้างพระเครื่องพระบูชารวมทั้งวัตถุมงคลผิดวินัยสงฆ์หรือเปล่าครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ไม่ผิดแต่ก็ไม่ใช่เรื่องของพระ พระที่ทำเหรียญเป็นพระที่ยังไม่หมดกิเลสยังอยากได้สตางค์จากญาติโยม</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ส่วนที่มีการอ้างว่าเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาหมายความว่าอย่างไร<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">การสร้างพระเครื่องพระบูชาเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาแต่รูปภายนอก แต่ไม่ได้รักษาธรรมะ ส่วนที่บอกว่าแขวนพระแล้วขลังแขว<span lang="th">น</span>พระแล้วอยู่ยงคงกระพันนั้น อาตมาไม่เคยเห็นกับตา มีแต่เขาเล่าว่า มีแต่เขาพูดว่าเท่านั้น</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ระหว่างพระเครื่องกับพระธรรม<span lang="th"> </span>ทำไมคนถึงเลือกรับพระเครื่องก่อนครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">เพราะคนยังมีความโง่อยู่ ยังขาดความเข้าใจว่าพระแท้พระปลอมคืออะไร ความโง่ของญาติโยมต้องโทษพระเป็นอันดับแรก พระส่วนมากเห็นชาวบ้านโง่อย่างไรก็ส่งเสริมให้ชาวบ้านโง่อยู่อย่างนั้น</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>หลวงพ่อคิดจะออกเหรียญเพื่อเป็นที่ระลึกสักรุ่นหรือเปล่าครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ฉันไม่ออกอย่างแน่นอน หลังจากฉันตายไปก็ห้ามใครออกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนเคยมาขอทำเหรียญที่ระลึกหลายครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไปเพราะฉันไม่ใช่พระบ้า ไม่อยากให้คนยึดถือในสิ่งโง่ๆ ในสมัยพุทธกาลก็ไม่มีการทำรูปให้บูชากัน การทำเหรียญทำรูปบูชาเกิดขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ศาสนาเสื่อมจากใจคน คนจึงยึดถือเอารูปเป็นหลัก ไม่ถือธรรมะเป็นหลักในเมืองไทยสมัยโบราณคนไทยต้องทำศึกกับพม่าตลอดเวลา พระจึงทำผ้าประเจียด ผ้ายันต์ และทำเหรียญ รวมเรียกว่าเครื่องรางเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการออกรบ แต่ในที่สุดแล้วทั้งพวกที่มีเครื่องรางและพวกที่ไม่มีเครื่องราง ต่างก็ต้องพบกับความตายทั้งสิ้น</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ขนาดพระระดับสมเด็จยังออกเลยทำไมหลวงพ่อจึงไม่ออกบ้าง<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">เมืองไทยเราพระระดับสมเด็จที่โง่ๆ หลายรูป ความโง่ไม่ได้อยู่ที่พระเล็กพระน้อยเท่านั้น พระผู้ใหญ่ก็โง่ได้เหมือนกัน ในทางโลกเช่นกันอย่าว่าชาวบ้านโง่อย่างเดียว คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลหลายคนก็โง่ ส่วนพระที่ไปร่วมพิธีปลุกเสกก็เป็นพระปัญญาอ่อน ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นการร่วมประชุมของพระปัญญาอ่อน โดยผู้จัดก็ปัญญาอ่อน ผู้ไปร่วมพิธีก็ปัญญาอ่อน ไปเสกดินให้เป็นพระได้อย่างไร มันไม่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ทุกวันนี้มีทั้งพระออกของขลัง พระดูหมอ พระพรมน้ำมนต์ ฯลฯ หลวงพ่อคิดเห็นว่าอย่างไรครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากความโง่และความโลภของพุทธบริษัท ขณะเดียวกันพระก็ไม่สอนในสิ่งที่ฉลาด สรุปว่าทั้งพระและฆราวาสโง่พอๆ กัน</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>พระนอกรีตเกิดจากอะไรครับ<span lang="th"> ?</span></strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">เกิดจากความบกพร่องของคณะสงฆ์ที่ไม่ปรับปรุงให้ดีขึ้น ยังมีพระผู้ใหญ่โง่ๆ อยู่หลายรูป การนิมนต์พระไปเจิมเรือบินพรมน้ำมนต์ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นเกิดสิริมงคล เพราะความเป็นสิริมงคลนั้น เกิดจากการปฏิบัติของคนๆ นั้น สู้เอาธรรมะไปใช้ไม่ได้เป็นสิริมงคลมากกว่าน้ำมนต์ เป็นสิริมงคลมากกว่าการเจิมหลายเท่า</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>หลวงพ่อเคยเห็นผีบ้างหรือเปล่า<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;"><strong>ฉันไม่เคยเห็น</strong> ส่วนคนที่อ้างว่าเคยเห็นผีนั้นแสดงว่าคนๆ ยังโง่อยู่ ยิ่งคนที่นับถือผีนับถือเจ้านับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งเป็นคนเข้าไปกันใหญ่</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>หลวงพ่อคิดจะออกเหรียญเพื่อเป็นที่ระลึกสักรุ่นหรือเปล่าครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;"><strong>ฉันไม่ออกอย่างแน่นอน หลังจากฉันตายไปก็ห้ามใครออกด้วย</strong> ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนเคยมาขอทำเหรียญที่ระลึกหลายครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไปเพราะฉันไม่ใช่พระบ้า ไม่อยากให้คนยึดถือในสิ่งโง่ๆ ในสมัยพุทธกาลก็ไม่มีการทำรูปให้บูชากัน การทำเหรียญทำรูปบูชาเกิดขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ศาสนาเสื่อมจากใจคน คนจึงยึดถือเอารูปเป็นหลัก ไม่ถือธรรมะเป็นหลักในเมืองไทยสมัยโบราณคนไทยต้องทำศึกกับพม่าตลอดเวลา พระจึงทำผ้าประเจียด ผ้ายันต์ และทำเหรียญ รวมเรียกว่าเครื่องรางเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการออกรบ แต่ในที่สุดแล้วทั้งพวกที่มีเครื่องรางและพวกที่ไม่มีเครื่องราง ต่างก็ต้องพบกับความตายทั้งสิ้น</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ขนาดพระระดับสมเด็จยังออกเลยทำไมหลวงพ่อจึงไม่ออกบ้าง<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">เมืองไทยเราพระระดับสมเด็จที่โง่ๆ หลายรูป ความโง่ไม่ได้อยู่ที่พระเล็กพระน้อยเท่านั้น พระผู้ใหญ่ก็โง่ได้เหมือนกัน ในทางโลกเช่นกันอย่าว่าชาวบ้านโง่อย่างเดียว คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลหลายคนก็โง่ ส่วนพระที่ไปร่วมพิธีปลุกเสกก็เป็นพระปัญญาอ่อน ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นการร่วมประชุมของพระปัญญาอ่อน โดยผู้จัดก็ปัญญาอ่อน ผู้ไปร่วมพิธีก็ปัญญาอ่อน ไปเสกดินให้เป็นพระได้อย่างไร มันไม่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ทุกวันนี้มีทั้งพระออกของขลัง พระดูหมอ พระพรมน้ำมนต์ ฯลฯ หลวงพ่อคิดเห็นว่าอย่างไรครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดจากความโง่และความโลภของพุทธบริษัท ขณะเดียวกันพระก็ไม่สอนในสิ่งที่ฉลาด สรุปว่าทั้งพระและฆราวาสโง่พอๆ กัน</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>พระนอกรีตเกิดจากอะไรครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">เกิดจากความบกพร่องของคณะสงฆ์ที่ไม่ปรับปรุงให้ดีขึ้น ยังมีพระผู้ใหญ่โง่ๆ อยู่หลายรูป การนิมนต์พระไปเจิมเรือบินพรมน้ำมนต์ไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นเกิดสิริมงคล เพราะความเป็นสิริมงคลนั้น เกิดจากการปฏิบัติของคนๆ นั้น สู้เอาธรรมะไปใช้ไม่ได้เป็นสิริมงคลมากกว่าน้ำมนต์ เป็นสิริมงคลมากกว่าการเจิมหลายเท่า</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>หลวงพ่อเคยเห็นผีบ้างหรือเปล่า<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ฉันไม่เคยเห็น ส่วนคนที่อ้างว่าเคยเห็นผีนั้นแสดงว่าคนๆ ยังโง่อยู่ ยิ่งคนที่นับถือผีนับถือเจ้านับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งเป็นคนเข้าไปกันใหญ่</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#ff0000;font-size:large;"><strong>คนเราตายแล้วไปไหนครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;"><strong><span style="font-size:large;">ทำไมถามโง่ๆ แบบนี้</span></strong></span></p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;"><strong><span style="font-size:large;">คนเราตายแล้วก็ต้องไปป่าช้า<span lang="th"> </span>ไปเมรุ นะซิ</span></strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">คนที่บอกว่าตายแล้วไปสวรรค์หรือไปนรกนั้นบอกไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในใจ อย่างที่เขาพูดว่า สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ ทั้งอกและใจมันก็อยู่บริเวณเดียวกันแสดงว่าสวรรค์และนรกก็อยู่ที่เดียวกัน คนที่คิดดี พูดดี ทำดี เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปอยู่สวรรค์ ส่วนคนที่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ใจชั่ว เมื่อตายไปแล้วก็ตกนรก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชาติหน้ามีจริงหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆ คือเราต้องทำชาตินี้ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ทำบุญอย่างไรให้ได้บุญครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ทำบุญให้เป็นประโยชน์ ให้ทานให้เป็นประโยชน์ เช่น สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ส่วนการปล่อยนก ปล่อยปลา และปล่อยเต่านั้นได้บุญนิดหน่อยเพียงทำให้เกิดความสบายใจในขณะที่ทำเท่านั้น แต่เบื้องหลังแล้วเป็นการส่งเสริมเป็นการทรมานสัตว์ เป็นเรื่องไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเขาต้องจับปลา จับนก และจับเต่ามาจากธรรมชาติมาขังไว้เพื่อรอให้คนมาซื้อ เรายิ่งซื้อมากเท่าไรเขาก็ยิ่งจับมาขายมากเท่านั้น เท่ากับว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดอาชีพที่ทุจริตมากเท่านั้น</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>สร้างวัดใหญ่ โบสถ์โตๆ ได้บุญมากหรือเปล่า<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ได้บุญมากหรือน้อยไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่ทำบุญและก็ไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่ของศาสนสถาน พระใหญ่ เจดีย์ใหญ่ โบสถ์ใหญ่ ฉันไม่คิดสร้าง แต่คิดจะสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น วิทยาลัยสงฆ์ โรงพยาบาล พวกที่สร้างเป็นพวกที่บ้าวัตถุเพื่อให้ได้ยศ พระบางรูปหวังเพื่อให้ได้รับการพิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์ให้สูงมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>จริงๆ แล้วการพิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์ควรพิจารณาจากอะไร<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ฉันเคยไปนั่งพิจารณาการเลื่อนสมณศักดิ์ในฐานะรองเจ้าคณะภาค ทำให้ได้รู้ว่าพระผู้ใหญ่พิจารณาเลื่อนสมณศักดิ์จากสิ่งโง่ๆ พิจารณาโดยดูจากวัตถุที่พระสร้างเป็นหลัก พระบางองค์ไม่ควรได้เลื่อนสมณศักดิ์แต่ก็ได้เลื่อน พระบางองค์ก็ไม่ควรเป็นสมาชิกเถระสมาคมเสียด้วยซ้ำ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วควรพิจารณาว่าพระรูปนั้นๆ เทศนาคนได้มากน้อยเพียงใด ได้สอนธรรมะให้คนฉลาดขึ้นบ้างหรือเปล่า คนในหมู่บ้านใกล้วัดนั้นดีขึ้นบ้างหรือไม่ ทำคนให้มีธรรมะได้มากน้อยเพียงใด วัดใดที่สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านใกล้วัด เจ้าอาวาสวัดนั้นไม่ควรได้เลื่อนสมณศักดิ์</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>แล้วหลวงพ่อได้เลื่อนสมณศักดิ์เพราะอะไรครับ<span lang="th"> </span>?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ถ้าให้เถระสมาคมพิจารณาฉันคงไม่ได้เลื่อนสมณศักดิ์ เพราะฉันมีนโยบายสร้างคนแต่จะไม่สร้างวัตถุสิ่งของ ในขณะที่เถระสมาคมเขาพิจารณาจากการสร้างศาสนสถานเป็นหลัก และฉันก็ไม่เคยสร้างอะไรที่ใหญ่โตแข่งกับวัดอื่นๆ ที่ฉันได้มาเพราะในหลวงพิจารณาให้เป็นพิเศษฉันจึงได้สมณศักดิ์ทุกวันนี้</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ความขัดแย้งของพระเกิดจากสาเหตุอะไรครับ ?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ชาวบ้านทะเลาะกันเราว่าโง่แล้ว พระซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อมาขัดแย้งกัน ยิ่งโง่เข้าไปกันใหญ่ แสดงว่าไม่ได้ศึกษาธรรม ไม่น่าจะบวชเป็นพระอีกต่อไป ความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่อำนาจ เรียกรวมว่าเกิดจากพระที่ยังมีกิเลสครอบงำอยู่</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>พระหนุ่มปกครองพระแก่หลวงพ่อมีความเห็นว่าอย่างไรครับ ?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">เห็นด้วยเพราะคนหนุ่มหัวคิดว่องไวก้าวหน้า แต่ต้องพิจารณาแต่งตั้งพระหนุ่มให้ดี วันก่อนมีคนเคยให้เซ็นชื่อสนับสนุนขอให้ตั้งกระทรวงศาสนา แต่ฉันไม่เซ็นให้ การตั้งกระทรวงศาสนาไม่ได้ทำให้ศาสนาพุทธเจริญขึ้น ศาสนาพุทธจะเจริญขึ้นมันอยู่ที่คน กระทรวงศาสนาไม่ใช่เรื่องจำเป็น พระต้องช่วยตัวเองให้มากอย่าพึ่งรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว ส่วนใครที่คิดจะถอดวิชาพระพุทธศาสนาออกจากตำราเรียนยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>ทุกวันนี้มีศาสนาอื่นเข้ามาจำนวนมากแสดงว่าศาสนาพุทธเสื่อมลงหรือเปล่า ?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">-เป็นบ้างนิดหน่อย เพราะว่าพระไม่ได้สอนให้คนรู้จักแก่นของพระศาสนาอย่างแท้จริง ในขณะที่คนไทยคิดว่าของใหม่ดีกว่า การอ้อนวอนการขอร้องให้พระเจ้าช่วยดลบันดาลให้ประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งพระพุทธศาสนาสอนไว้ว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความเพียรพยายามของตัวเอง</span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;font-size:medium;"><strong>สุดท้ายนี้หลวงพ่อมีอะไรจะฝากลูกศิษย์และญาติโยมบ้างครับ ?</strong></span></p>
<p align="justify"> </p>
<p align="justify"><span style="font-family:Tahoma;color:#0000ff;">ให้โยมทุกคนเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง ปฏิบัติให้ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดพระศาสนา ฟังเทศน์ใครๆ ก็นั่งฟังได้ ส่วนการนำคำเทศนาสั่งสอนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นไม่ค่อยมีใครทำกัน</span></p>
<p align="justify"><span style="color:#0000ff;font-family:Tahoma;">ที่มา: <a href="http://www.alittlebuddha.com/html/Special%20Event/Panyananta.html" target="_blank">http://www.alittlebuddha.com/html/Special%20Event/Panyananta.html</a></span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/76/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/76/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/76/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/76/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/76/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/76/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/76/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/76/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/76/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/76/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/76/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/76/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/76/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/76/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=76&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2009/01/23/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://3signs.files.wordpress.com/2009/01/luangpor-punya.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">luangpor-punya</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนวิถีคิดฉับพลัน สงบเย็นฉับพลัน</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2008/12/03/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2008/12/03/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Dec 2008 12:52:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[  ประเวศ วะสี (พุธที่ 3 ธันวาคม 251) คงเห็นทั่วกันแล้วว่า การคิดแบบเดิมๆ  ออกจากสภาวะวิกฤตไม่ได้คือ การคิดแบบใครแพ้ใครชนะ ใครผิดใครถูก หรือแม้แต่การตัดสินโดยศาล ซึ่งอาจจะตัดสินได้แต่คลายความขัดแย้งไม่ได้ รัฐบาลจะปราบพธม.ก็ไม่ได้ พธม. จะเอาชนะรัฐบาลก็ไม่ได้ กองทัพจะทำรัฐประหารก็ไม่ได้ ทำน่ะทำได้แต่สลายความขัดแย้งไม่ได้ เพราะ นปก. ก็ทำแบบ พธม. ได้ จะเปลี่ยนขั้วทางการเมืองก็แก้ความขัดแย้งไม่ได้ ฯลฯ นั่นคือการคิดแบบเดิม ๆ ถ้าคิดแบบเดิมๆ แล้วไม่มีทางออกหรือกลับรุนแรงมากขึ้น คงจะต้องการวิถีคิดใหม่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า &#8220;เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้&#8221; (We Shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive) ตัวอย่างวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ๑. คิดเสียสละแทนที่จะคิดชนะ  ถ้าทุกฝ่ายคิดเสียสละ เช่น [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=71&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p>ประเวศ วะสี</p>
<p><img class="alignright size-full wp-image-72" title="prawet" src="http://3signs.files.wordpress.com/2008/12/prawet.jpeg?w=500" alt="prawet"   /></p>
<p>(พุธที่ 3 ธันวาคม 251) คงเห็นทั่วกันแล้วว่า การคิดแบบเดิมๆ  ออกจากสภาวะวิกฤตไม่ได้คือ การคิดแบบใครแพ้ใครชนะ ใครผิดใครถูก หรือแม้แต่การตัดสินโดยศาล ซึ่งอาจจะตัดสินได้แต่คลายความขัดแย้งไม่ได้ รัฐบาลจะปราบพธม.ก็ไม่ได้ พธม. จะเอาชนะรัฐบาลก็ไม่ได้</p>
<p>กองทัพจะทำรัฐประหารก็ไม่ได้ ทำน่ะทำได้แต่สลายความขัดแย้งไม่ได้ เพราะ นปก. ก็ทำแบบ พธม. ได้ จะเปลี่ยนขั้วทางการเมืองก็แก้ความขัดแย้งไม่ได้ ฯลฯ</p>
<p>นั่นคือการคิดแบบเดิม ๆ ถ้าคิดแบบเดิมๆ แล้วไม่มีทางออกหรือกลับรุนแรงมากขึ้น คงจะต้องการวิถีคิดใหม่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า &#8220;เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้&#8221; (We Shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive)</p>
<p><span id="more-71"></span></p>
<p><strong>ตัวอย่างวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง</strong></p>
<p>๑. <span style="text-decoration:underline;"><span style="color:#ff0000;">คิดเสียสละแทนที่จะคิดชนะ</span></span> </p>
<p>ถ้าทุกฝ่ายคิดเสียสละ เช่น สมชายเสียสละ พธม.เสียสละ ทักษิณเสียสละ ทุกฝ่ายคิดเสียสละแทนที่คิดเอาชนะจะเกิดความสงบเย็นทันที การเสียสละเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ คนที่จิตใหญ่เท่านั้นจะทำได้ การเสียสละจะเปิดพื้นที่ในหัวใจ เมื่อเปิดพื้นที่ในหัวใจอะไรที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นไปได้ การคิดเอาชนะเป็นการปิดพื้นที่ในหัวใจ</p>
<p>๒.<span style="color:#ff0000;"><span style="text-decoration:underline;">คิดรวมกันแทนที่จะคิดแยกกัน</span></span> </p>
<p>ตัวอะมีบ้าซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว ยามปรกติมันจะแยกๆ กันอยู่ แต่ยามวิกฤตมันจะรวมตัวกันเป็นกระจุกเพื่อช่วยกันฝ่าวิกฤต เราเป็นคนอย่าให้แพ้อะมีบ้า ยามวิกฤตเราต้องรวมตัวกันเพื่อฝ่าวิกฤตให้ได้ แทนที่จะคิดเชิงขั้วตรงข้าม เช่น พปช. กับ ปชป. ร่วมกันได้ไหมถ้า พปช. ปชป. พธม. นปก. หรือเราทั้งหมดร่วมกัน บ้านเมือง่จะมีทางออกอย่างอัศจรรย์</p>
<p>นี่เป็นการเปลี่ยนมุมมองและวิถีคิดโดยสิ้นเชิง แทนที่จะมองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู แท้ที่จริงเราล้วนเป็นเพื่อนมนุษย์เป็นเพื่อนคนไทยด้วยกัน อาจมีผิดบ้างถูกบ้าง ชอบใจบ้างไม่ชอบใจบ้าง แต่สิ่งที่ใหญ่กว่าคือ ความเป็นเพื่อนมนุษย์ ความรักในเพื่อนมนุษย์</p>
<p>พระพุทธองค์ไม่ทรงเกลียดหรือโกรธมนุษย์ที่มีกิเลส ไม่ทรงเกลียดหรือโกรธองคุลีมาล ทรงสอนว่าเมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก  เราป็นคนต้องมีเมตตาในหัวใจ เราจะใช้แต่เหตุผลเท่านั้นไม่พอ เพราะเหตุผลมักนำเราไปสู่การการแยกข้างแยกขั้วและความขัดแย้ง ความเมตตาจะเปิดพื้นที่ในหัวใจไปสู่การร่วมกันและการเยียวยา</p>
<p>๓.<span style="color:#ff0000;"><span style="text-decoration:underline;">คิดเยียวยาแทนที่จะหาใครผิดใครถูก</span></span></p>
<p>ผมเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนสมานฉันท์แห่งชาติ เพื่อการเยียวยาผู้ที่ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราเยียวยาโดยไม่เลือกข้าง ไม่ถามหาเหตุผล ไม่สนใจคามถูกผิด เยียวด้วยหัวใจมนุษย์ลูกเดียว พบว่าแนวคิดและการปฏิบัติเชิงเยียวยานั้นให้พลังแห่งการฟื้นฟูมาก</p>
<p>ที่เมืองซินซินาติ สหรัฐอเมริกา หลายปีมาแล้วตำรวจคนขาวไปตีคนดำแล้วเรื่องบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างคนขาวกับคนดำ เมื่อเรื่องมาถึงศาลผู้พิพากษากล่าวว่า &#8220;ผมตัดสินอย่างใด ๆ&#8221; พวกคุณก็ไม่หายขัดแย้งกัน คุณไปใช้ &#8220;กระบวนการ&#8221; คลายความขัดแย้ง ความยุติธรรมไม่ได้มีแต่การตัดสินลงโทษ แต่มีความยุติธรรมเชิงเยียวยา (Restorative Justice) อีกด้วยการลงโทษโดยใช้อำนาจบางทีก็คลายความขัดแย้งไม่ได้</p>
<p>เวลานี้คนไทยแตกแยกกันอย่างรุนแรงเพราะวิธีคิดแบบแยกข้างแยกขั้ว เราจะต้องออกจากสภาพอย่างนี้ไปสู่การเยียวยาซึ่งกันและกัน ไปสู่ความเมตตา ไปสู่การรวมตัว ไปสู่การเสียสละ ด้วยวิถีคิดใหม่</p>
<p>๔.<span style="color:#ff0000;"><span style="text-decoration:underline;">วิถีคิดใหม่เชิงพุทธและวิทยาศาสตร์ใหม่</span></span> </p>
<p>วิถีคิดเก่าคือวิถีคิดเชิงอำนาจ แบบแยกข้างแยกขั้ว แบบเอาชนะคะคาน ชาวตะวันตกวิถีคิดแบบแยกข้างแยกขั้วมากกว่าชาวตะวันออก วิทยาศาสตร์เก่าก็มองธรรมชาติแบบสรรพสิ่งแบบตายตัว  ซึ่งนำไปสู่การแยกส่วน สุดโต่ง และรุนแรง อารยธรรมวัตถุนิยมบริโภคนิยมเงินนิยมได้พาไปสู่การคิดเชิงอำนาจและความแตกแยกมากขึ้น</p>
<p>วิถีคิดแบบพุทธไม่มองแบบตายตัว (นิจจัง) แต่มองเล่าสรรพสิ่งเป็นอนิจจังคือเชื่อมโยง เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย ไม่แยกข้างขั้วเข้าไปสู่สภาวะสุดโต่ง คำว่า &#8220;ส่วนสุด&#8221; หรืออันตา เป็นคำที่น่ารังเกียจในพุทธวิถี  ดังพระพุทธดำรัสว่า &#8220;ตถาตคไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสอง ตถาคตจะสอนทางสายกลาง วิทยาศาสตร์ใหม่ได้ค้นพบความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าค้นพบมากว่า ๒๕๐๐ ปี ว่าสรรพสิ่งล้วนชื่อมโยงและเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่มีตัวตนที่คงที่</p>
<p>เราถล้ำเข้าไปสู่วิถีคิดแบบตายตัวแยกส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ จนวิกฤตไม่มีทางออก วิถีคิดแบบนี้นำไปสู่ความบีบคั้น แตกแยก รุนแรง องค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมืองราชการ การศึกษา ธุรกิจ และศาสนา  ล้วนอยู่บนฐานวิถีคิดแบบเก่าจึงนำไปสู่ความบีบคั้น แตกแยก รุนแรง  ถึงเวลาที่คนไทยจะทำความเข้าใจวิถีคิดแบบทางสายกลาง และวิทยาศาสตร์ใหม่อย่างจริงจังเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (transformation) ใน ๓ ระดับ คือ ระดับตัวบุคคล ระดังองค์กร และระดับสังคม เราจึงจะพ้นวิกฤต</p>
<p><strong>๕. <span style="text-decoration:underline;"><span style="color:#ff0000;">ออกจากภพภูมิเก่าไปสู่ภพภูมิใหม่</span></span></strong> </p>
<p>วิกฤตเศรษฐกิจโลกขณะนี้ควรจะเป็นโอกาสให้คนไทยมีวิถีคิดใหม่  ถ้าเราตามเขาไปเรื่อยๆ เราก็จะวิกฤตจนตกเป็นทาส  ความจริงประเทศไทยมีเศรษฐกิจจริงที่แข็งแรง  เพราะเราผลิตอาหารได้เหลือกินทำอย่างไร ๆ เขาก็ไม่อดตายถ้าเราอยู่กับฐานความจริง วิกฤตเศรษฐกิจโลกเกิดจากเศรษฐกิจมายาคติในเรื่องเงิน </p>
<p>ถ้าเราอยู่ในมายาคติกับเราด้วยเราจะถูกเขาปล้นไปหมดจนตกเป็นทาส คนไทยต้องรักกัน รวมตัวกัน พัฒนาจากฐานความจริงด้วยปัญญา เราสามารถสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมที่คนไทยทุกคนเป็นพลเมืองชั้น ๑ คือมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นคนเท่าเทียมกัน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาที่เกิดความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางกฎหมาย  ทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรม</p>
<p>วิถีคิดใหม่จะนำเราไปสู่สังคมใหม่  สังคมที่เป็นอารยะประชาธิปไตยที่คนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกัน  ไม่มีใครเป็นพลเมืองชั้น ๒ ต่อเมื่อคนไทยทุกคนเป็นพลเมืองชั้น ๑ สังคมไทยจึงจะลงตัว เกิดศานติสุข จนอาจบรรลุยุคศรีอาริยะได้</p>
<p>คนไทยต้องมีความฝันอันใหญ่ร่วมกัน ว่าคนไทยพ้นทุกข์ร่วมกันได้  เราสามารถสร้างสังคมไทยที่มีความร่มเย็นเป็นสุขได้ ถ้าเราออกจากวิถีคิดเก่า ๆ ไปสู่พุทธวิถีแห่งทางสายกลางและวิทยาศาสตร์ใหม่</p>
<p>ที่มา: <a href="http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=5375&amp;username=politic" target="_blank">http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=5375&amp;username=politic</a></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/71/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/71/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/71/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/71/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/71/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/71/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/71/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/71/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/71/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/71/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/71/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/71/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/71/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/71/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=71&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2008/12/03/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%96%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://3signs.files.wordpress.com/2008/12/prawet.jpeg" medium="image">
			<media:title type="html">prawet</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ทุกข์เพราะคิดผิด</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2008/11/24/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2008/11/24/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Nov 2008 18:37:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=61</guid>
		<description><![CDATA[พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก ลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 11141 โดยคุณ : นิว (19 ม.ค. 2547) ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป การปฏิบัติธรรม คือการศึกษาให้รู้จักตัวเอง เมื่อรู้จักตัวเอง ก็รู้จักทุกข์ เมื่อรู้จักทุกข์ ก็จะรู้วิธีดับทุกข์ต่อไป ถ้าเราสามารถระงับจิตได้ ทำใจสงบได้ ปัญหาก็จะเบาลง   การสำรวมจิตอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ คือการมาจำศีลภาวนาที่วัด จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ทำใจสงบสบาย ๆ ฝึกหัดใจให้หยุดคิด หยุดปรุงแต่ง เมื่อไม่ปรุง ก็ไม่มีทุกข์อะไร ภาวนา คือการคิดให้ถูก การนั่งสมาธิแล้วพุทโธ….พุทโธ….นี่ก็เป็นการภาวนา &#8220;ภาวนา&#8221; ธรรมดาแปลว่า เจริญ พัฒนา การนั่งสมาธิทำใจให้สงบ เป็นการพัฒนาจิตเหมือนกัน พยายามทำใจให้สงบเป็นภาวนา และภาวนาก็หมายถึงคิดถูกด้วย   เพื่อที่จะคิดถูก เราต้องรู้จักเรื่องคิดผิดด้วย คิดถูกเป็นอย่างไร คิดผิดเป็นอย่างไร อันนี้เราจะรู้จักได้ด้วยการปฏิบัติภาวนา ด้วยการเฝ้าสังเกตดูใจของตัวเอง หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงนี้แหละ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=61&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก<br />
ลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 11141 โดยคุณ : นิว (19 ม.ค. 2547)</p>
<p><span style="font-weight:normal;"><span style="color:#ff0000;">ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น</span></span><br />
<span style="font-weight:normal;"><span style="color:#ff0000;">ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่</span></span><br />
<span style="font-weight:normal;"><span style="color:#ff0000;">ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป</span></span></p>
<h2><span style="color:#0000ff;">การปฏิบัติธรรม คือการศึกษาให้รู้จักตัวเอง</span></h2>
<p>เมื่อรู้จักตัวเอง ก็รู้จักทุกข์<br />
เมื่อรู้จักทุกข์ ก็จะรู้วิธีดับทุกข์ต่อไป<br />
ถ้าเราสามารถระงับจิตได้ ทำใจสงบได้ ปัญหาก็จะเบาลง<br />
 <br />
การสำรวมจิตอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ คือการมาจำศีลภาวนาที่วัด<br />
จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ทำใจสงบสบาย ๆ<br />
ฝึกหัดใจให้หยุดคิด หยุดปรุงแต่ง เมื่อไม่ปรุง ก็ไม่มีทุกข์อะไร<br />
<span id="more-61"></span></p>
<h2><span style="color:#0000ff;">ภาวนา คือการคิดให้ถูก</span></h2>
<p>การนั่งสมาธิแล้วพุทโธ….พุทโธ….นี่ก็เป็นการภาวนา<br />
&#8220;ภาวนา&#8221; ธรรมดาแปลว่า เจริญ พัฒนา<br />
การนั่งสมาธิทำใจให้สงบ เป็นการพัฒนาจิตเหมือนกัน<br />
พยายามทำใจให้สงบเป็นภาวนา<br />
และภาวนาก็หมายถึงคิดถูกด้วย<br />
 <br />
เพื่อที่จะคิดถูก เราต้องรู้จักเรื่องคิดผิดด้วย<br />
คิดถูกเป็นอย่างไร คิดผิดเป็นอย่างไร<br />
อันนี้เราจะรู้จักได้ด้วยการปฏิบัติภาวนา<br />
ด้วยการเฝ้าสังเกตดูใจของตัวเอง<br />
หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงนี้แหละ<br />
<span style="color:#ff0000;">ใครพูดอะไร ใครทำอะไร ไม่สำคัญเลย</span><br />
<span style="color:#ff0000;">สำคัญที่ใจของเราเป็นอย่างไร</span><br />
ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เรียกว่าเราปฏิบัติธรรมโดยตรง<br />
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สมบูรณ์ที่สุดเสมอ<br />
สิ่งที่เราประสบอยู่ในปัจจุบัน ล้วนแต่มาจากเหตุในอดีต<br />
<span style="color:#0000ff;">อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล</span><br />
<span style="color:#0000ff;">ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล</span><br />
<span style="color:#0000ff;">เพราะฉะนั้นปัจจุบันเป็นที่รวมของเหตุและผล</span><br />
 <br />
คอยเตือนใจเสมอ ๆ ด้วยพุทธพจน์ว่า<br />
พึงเอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ<br />
พึงเอาชนะความร้าย ด้วยความดี<br />
พึงเอาชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้<br />
พึงเอาชนะคนพูดพล่อย ด้วยคำสัตย์<br />
 <br />
<span style="color:#ff0000;">จำไว้ดี ๆ นะ…ทุกอย่างที่เราทำ เราพูด เราคิด</span><br />
<span style="color:#ff0000;">เกี่ยวกับเขา นินทาเขา…</span><br />
<span style="color:#ff0000;">ทุกอย่างจะต้องกลับมาหาเราหมด…ไม่ช้าก็เร็ว</span><br />
 <br />
เมื่อเราโกรธ เราผิดทันที<br />
ขาดศีล….เกิดยินร้าย<br />
ไม่มีหิริโอตตัปปะ คือความละอายแก่ใจ และความกลัวบาป<br />
ไม่มีเมตตา…ทำลายทั้งตัวเอง และคนอื่น<br />
ใจมืด ไม่มีปัญญาที่จะแก้ปัญหาได้<br />
ไม่มีความยุติธรรม เข้าข้างตัวเองตลอด<br />
<span style="color:#ff0000;">ยิ่งคิด ยิ่งยุ่ง</span><br />
 <br />
เมื่อหิริโอตตัปปะแก่กล้า<br />
ก็จะเกิดเป็นกำลัง เป็นพละ เป็นกองทัพ คอยรักษาใจ<br />
คือสติ ปัญญา หิริ โอตตัปปะ และสมาธิ<br />
 <br />
เมื่อเรารู้ว่า ความโกรธไม่ดี ใครโกรธเราก็อย่ารับเอา<br />
และอย่าโกรธเองเลยในทุกสถานการณ์<br />
……………</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/61/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/61/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/61/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=61&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2008/11/24/%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เปลื้องใจให้เป็นไทจากความคิด</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Nov 2008 14:01:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[ความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[พระไพศาล วิสาโล มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๙  ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือ การคิด เราคิดได้เก่งและซับซ้อนพิสดารอย่างไม่มีสัตว์ใดเทียบได้ เราสามารถใช้ความคิดเพื่อจัดการธรรมชาติ รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากมาย กล่าวได้ว่าความคิดเป็นเครื่องมือที่สำคัญของมนุษย์ในการดำรงชีวิตและสร้างโลก แต่ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งเราก็เผลอปล่อยให้ความคิดขึ้นมาเป็นนายเรา และสั่งให้เราทำตามบัญชาของมัน เวลาเกลียดใครก็ตาม เมื่อความคิดสั่งให้เราด่า เราก็ด่าตามคำสั่งของมัน เมื่อความคิดสั่งให้เราทำร้าย เราก็ทำร้ายตามคำสั่งของมัน คนจำนวนไม่น้อยตกเป็นทาสของความคิดจนนอนไม่หลับ แม้ใจอยากจะหลับ แต่ถ้าความคิดยังไม่ต้องการหลับ เราก็หลับไม่ได้ จนกว่ามันจะหยุดคิดหรือเหนื่อยไปเอง ความคิดนั้นเกิดจากการปรุงแต่งของเราก็จริง แต่ทันทีที่มันเกิดขึ้น มันก็ดูเหมือนจะมีชีวิตของมันเอง มันพยายามที่จะดำรงคงอยู่ให้ได้นานที่สุด ด้วยการกระตุ้นให้เราหวนคิดถึงมันบ่อยๆ และนานเท่าที่จะนานได้ ยิ่งคิดถึงมัน มันก็ยิ่งเติบใหญ่และเข้มแข็ง เช่นเดียวกับกองไฟซึ่งโหมไหม้และแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ หากมีคนเติมเชื้อให้มันอยู่เสมอ ใช่แต่เท่านั้นมันยังต้องการ “แพร่พันธุ์” ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เวลาเรานึกคิดเรื่องอะไรได้ขึ้นมาก็ตาม เราจึงอยากเผยแพร่ความคิดนั้นให้คนอื่นได้รับรู้ เริ่มจากการบอกเล่าจากปากต่อปาก ส่งอีเมล เขียนบทความ ไปจนถึงเขียนหนังสือเป็นเล่ม เท่านั้นยังไม่พอ มันยังต้องการการปกป้องคุ้มครองจากเราด้วยเพื่อที่มันจะได้มีชีวิตยืนนานและแพร่พันธุ์ได้ไม่จบสิ้น ดังนั้นมันจึงสั่งให้เราโต้เถียงหักล้างเหตุผลของคนที่คิดต่างจากเรา ยิ่งไม่เห็นด้วยกับความคิดของเรามากเท่าไร เรายิ่งต้องออกแรงทุ่มเถียงมากเท่านั้นเพื่อเอาชนะคะคานให้ได้ โดยอาจไม่คำนึงด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้ความคิดของเราผงาดต่อไปได้ และยิ่งเป็นอมตะได้ก็ยิ่งดี ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนจะทำร้ายหรือรบราฆ่าฟันกันเพียงเพื่อปกป้องและเผยแพร่ความคิดของตน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=55&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระไพศาล วิสาโล<br />
มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๙ </p>
<p>ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือ การคิด เราคิดได้เก่งและซับซ้อนพิสดารอย่างไม่มีสัตว์ใดเทียบได้ เราสามารถใช้ความคิดเพื่อจัดการธรรมชาติ รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากมาย กล่าวได้ว่าความคิดเป็นเครื่องมือที่สำคัญของมนุษย์ในการดำรงชีวิตและสร้างโลก แต่ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งเราก็เผลอปล่อยให้ความคิดขึ้นมาเป็นนายเรา และสั่งให้เราทำตามบัญชาของมัน เวลาเกลียดใครก็ตาม เมื่อความคิดสั่งให้เราด่า เราก็ด่าตามคำสั่งของมัน เมื่อความคิดสั่งให้เราทำร้าย เราก็ทำร้ายตามคำสั่งของมัน คนจำนวนไม่น้อยตกเป็นทาสของความคิดจนนอนไม่หลับ แม้ใจอยากจะหลับ แต่ถ้าความคิดยังไม่ต้องการหลับ เราก็หลับไม่ได้ จนกว่ามันจะหยุดคิดหรือเหนื่อยไปเอง</p>
<p><span style="color:#0000ff;">ความคิดนั้นเกิดจากการปรุงแต่งของเราก็จริง แต่ทันทีที่มันเกิดขึ้น มันก็ดูเหมือนจะมีชีวิตของมันเอง มันพยายามที่จะดำรงคงอยู่ให้ได้นานที่สุด ด้วยการกระตุ้นให้เราหวนคิดถึงมันบ่อยๆ และนานเท่าที่จะนานได้ ยิ่งคิดถึงมัน มันก็ยิ่งเติบใหญ่และเข้มแข็ง เช่นเดียวกับกองไฟซึ่งโหมไหม้และแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ หากมีคนเติมเชื้อให้มันอยู่เสมอ ใช่แต่เท่านั้นมันยังต้องการ “แพร่พันธุ์” ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย </span></p>
<p><span style="color:#000000;">เวลาเรานึกคิดเรื่องอะไรได้ขึ้นมาก็ตาม เราจึงอยากเผยแพร่ความคิดนั้นให้คนอื่นได้รับรู้ เริ่มจากการบอกเล่าจากปากต่อปาก ส่งอีเมล เขียนบทความ ไปจนถึงเขียนหนังสือเป็นเล่ม เท่านั้นยังไม่พอ มันยังต้องการการปกป้องคุ้มครองจากเราด้วยเพื่อที่มันจะได้มีชีวิตยืนนานและแพร่พันธุ์ได้ไม่จบสิ้น ดังนั้นมันจึงสั่งให้เราโต้เถียงหักล้างเหตุผลของคนที่คิดต่างจากเรา ยิ่งไม่เห็นด้วยกับความคิดของเรามากเท่าไร เรายิ่งต้องออกแรงทุ่มเถียงมากเท่านั้นเพื่อเอาชนะคะคานให้ได้ โดยอาจไม่คำนึงด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้ความคิดของเราผงาดต่อไปได้ และยิ่งเป็นอมตะได้ก็ยิ่งดี<br />
<span id="more-55"></span><span style="color:#0000ff;">ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนจะทำร้ายหรือรบราฆ่าฟันกันเพียงเพื่อปกป้องและเผยแพร่ความคิดของตน ไม่ว่าจะเป็นความคิดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับทีมฟุตบอลที่ตนโปรดปราน ไปจนถึงความคิดใหญ่ๆ ที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองหรือศาสนา บ่อยครั้งผู้คนที่ทำร้ายกันก็มิใช่ใครอื่น หากเป็นพี่น้อง มิตรสหาย เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมชาติ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมนุษยชาติไม่เคยขาดการรบพุ่งทำสงครามกันเพียงเพราะมีความคิดเห็นที่ต่างกัน ความคิดนั้นมีอานุภาพและอำนาจเหนือมนุษย์อย่างไม่อาจประมาทได้เลย</span></span></p>
<p><span style="color:#000000;">อะไรทำให้ความคิดมีอานุภาพต่อมนุษย์ปานนั้น เหตุผลสำคัญประการหนึ่งได้แก่ความยึดติดถือมั่นจนลืมตัว ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า “อุปาทาน” นั่นเอง การที่คนเราจะเห็นด้วยหรือสนับสนุนความคิดใดนั้น เป็นเรื่องธรรมดาและเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ไม่ใช่สิ่งเสียหาย แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราเกิดยึดติดถือมั่นในความคิดนั้นๆ (ทิฏฐุปาทาน) จนทนไม่ได้กับความคิดที่เห็นต่าง จริงอยู่ตอนที่สมาทานความคิดนั้นใหม่ๆ เราอาจเห็นว่าเป็นความคิดที่ดีและถูกต้อง แต่ถ้าเผลอไปเมื่อไร ก็จะมีอัตตาหรือตัวตนเข้าไปผูกติดกับความคิดนั้น เกิดความยึดมั่นสำคัญหมายในความคิดนั้นว่าเป็น “ตัวกู ของกู”</span></p>
<p><span style="color:#0000ff;">ถึงตรงนี้ก็จะเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของความคิดนั้น (หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้นคือกลายเป็นทาสของความคิดนั้น) จากเดิมที่สมาทานความคิดนั้นด้วยเหตุผลเพราะว่าเป็นความคิดที่ “ถูกต้อง” ก็เปลี่ยนมาเป็นเพราะว่าความคิดนั้นเป็น “ของกู” ทีนี้ก็จะไม่สนใจแล้วว่าความคิดของคนอื่นนั้นถูกต้องหรือไม่ แต่จะสนใจแค่ว่าเป็นความคิดที่ “ถูกใจ” ตนเองหรือไม่ ถ้าไม่ถูกใจ แม้จะถูกต้องหรือมีเหตุผล ก็ไม่รับฟัง หรือยิ่งกว่านั้นคือเห็นเป็นศัตรูที่ต้องจัดการ เช่น กล่าวร้าย ประณาม ปิดปาก ไปจนถึงทำร้าย จากเดิมที่ใช้เหตุใช้ผล ก็กลายมาเป็นการใช้อารมณ์หรือความรู้สึก อัตตาเข้ามาแทนที่ปัญญา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือกลายเป็นการยึดติดถือมั่นด้วยกิเลส มุ่งที่การแพ้-ชนะเป็นสำคัญ ไม่สามารถมองเห็นอะไรที่เกินเลยไปกว่านั้นได้ ทั้งๆ ที่มีความสำคัญมากกว่า</span></p>
<p><span style="color:#000000;">เมื่อยึดติดถือมั่นกับความคิดจนเห็นเรื่องแพ้-ชนะเป็นสิ่งสำคัญแล้ว อันตรายก็เกิดขึ้นทันที เพราะมันสามารถผลักดันให้เราทำอะไรก็ได้เพียงเพื่อให้ “ความคิดของกู” เป็นผู้ชนะ ซึ่งแม้จะลงเอยว่า “ความคิดของกู” เป็นผู้ชนะ แต่ “กู” หรือผู้กระทำกลายเป็นผู้แพ้ก็ได้ หลายปีก่อนในสหรัฐอเมริกามีการชุมนุมประท้วงหน้าคลินิกทำแท้งแห่งหนึ่ง ผู้ประท้วงซึ่งเรียกตัวว่าเป็นผู้เชิดชูชีวิต (pro-life) เห็นว่าการทำแท้งนั้นเป็นการทำลายชีวิตซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าประทานมา ในขณะที่ผู้ที่สนับสนุนการทำแท้งนั้นเห็นว่าเป็นสิทธิที่ผู้หญิงสามารถเลือกได้เพราะเป็นเจ้าของร่างกายของตนเอง ฝ่ายประท้วงพยายามปิดล้อมคลินิกเพื่อขัดขวางมิให้ผู้หญิงเข้าไปทำแท้ง แต่ไม่สำเร็จ เพราะกฎหมายในรัฐนั้นอนุญาตให้ผู้หญิงทำแท้งได้ ผู้ประท้วงคนหนึ่งโกรธแค้นมาก ถึงกับบุกเข้าไปในคลินิกและชักปืนยิงหมอและพยาบาลในนั้นจนถึงแก่ความตาย แม้การกระทำดังกล่าวสามารถยุติการทำแท้งได้ (ชั่วระยะหนึ่ง) สมใจผู้ประท้วงก็จริง แต่ก็ทำให้ผู้ประท้วงกลายเป็นฆาตกรซึ่งต้องรับโทษหนัก</span></p>
<p><span style="color:#0000ff;">อะไรทำให้ “ผู้เชิดชูชีวิต” กลับกลายเป็น “ผู้ทำลายชีวิต” หากไม่ใช่เป็นเพราะความยึดติดถือมั่น เมื่อยึดติดถือมั่นในความคิดว่าชีวิตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันละเมิดมิได้ ก็ง่ายที่จะมองเห็นผู้สนับสนุนการทำแท้งเป็นคนเลวร้าย ดังนั้นจึงสมควรที่จะถูกฆ่า ผลก็คือผู้เชิดชูชีวิตกลับทำอย่างเดียวกับ (หรือร้ายแรงกว่า) คนที่ตนเองประณาม </span></p>
<p>เมื่อเรายึดติดถือมั่นกับอะไรก็ตาม มีโอกาสง่ายมากที่เราจะทำตรงข้ามกับสิ่งที่เรายึดมั่น ที่วัดป่าแห่งหนึ่งมีชาวบ้านนิยมมาเก็บเห็ด หนักเข้าแม้กระทั่งเห็ดที่ยังโตไม่ได้ที่ก็ถูกเก็บไปด้วย แม่ชีไม่พอใจมากเพราะนอกจากจะเสียของแล้ว ยังเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงคนอื่นที่มาทีหลัง แม่ชีพยายามขอร้องชาวบ้านว่าอย่าทำเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้ผล วันหนึ่งขณะที่แม่ชีกำลังหาเห็ดเพื่อไปทำอาหารถวายพระ เห็นเห็ดเกิดขึ้นเป็นกลุ่ม แต่ยังโตไม่ได้ที่ ทีแรกก็เดินผ่านไป แต่พอนึกได้ว่าถ้าคนเห็นแก่ตัวมาเห็นเข้าก็จะต้องเก็บเอาไปแน่ แม่ชีต้องการขัดขวางคนพวกนี้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ในที่สุดก็นึกขึ้นมาได้ แม่ชีตรงเข้าไปถอนเห็ดเล็กๆ นั้นเสียเอง แล้ววางไว้ที่เดิม หมายจะสั่งสอนพวกนั้นว่า “ทีหลังอย่าทำๆ ”</p>
<p>แม่ชีต้องการเอาชนะชาวบ้านที่ชอบถอนเห็ดที่ยังเล็ก แต่แล้วในที่สุดก็กลับทำอย่างเดียวกับคนเหล่านั้น ทั้งๆ ที่สวนทางกับความคิดดั้งเดิมของตนเอง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?</p>
<p>ความยึดติดถือมั่นทำให้เราลืมตัวได้ง่าย รวมทั้งลืมสิ่งอื่นๆ หมด เพียงเพื่อจะเอาชนะ นี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ที่สนับสนุนและต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในขณะนี้ ลูกทะเลาะกับพ่อแม่ สามีทะเลาะกับภรรยา เพื่อนทะเลาะกับเพื่อน เพียงเพื่อยืนยันและปกป้องความคิดของตน แต่ผลที่ตามมาคือสายสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน เราลืมไปว่าสักวันหนึ่งคุณทักษิณก็ต้องไป (จะด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่) แต่เราทุกคนก็ยังจะต้องอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ร่วมสำนักงานเดียวกัน และร่วมประเทศเดียวกันไปอีกนาน จริงอยู่ทุกคนต้องมีจุดยืนทางความคิด แต่ไม่ควรให้ความคิดนั้นมาเป็นใหญ่จนกลายเป็นนายเรา และสั่งให้เราทำอะไรตามใจมันโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับสายสัมพันธ์ระหว่างคนใกล้ชิด หรือกับความสงบสุขในบ้านเมือง</p>
<p><span style="color:#0000ff;">ไม่ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านใคร ก็ไม่ควรมองผู้ที่เห็นต่างเป็นศัตรู คนที่เห็นต่างจากเราถึงอย่างไรก็มิใช่คนเลว คนดีก็มีสิทธิเห็นต่างจากเราได้ เราลืมไปแล้วหรือว่าคนที่เห็นต่างจากเราในวันนี้ เมื่อวานนี้เขาก็เคยเห็นเหมือนกับเรา (เช่น ต่อต้าน รสช. รวมกำลังกู้ภัยสึนามิ) และวันพรุ่งนี้ก็อาจจะเห็นเหมือนกับเราอีก เมื่อมองให้ไกลและไม่ติดจมอยู่กับความขัดแย้งขณะนี้ จะพบว่าไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะทุ่มเถียงหรือทะเลาะวิวาทกันอย่างเอาเป็นเอาตายจนตัดญาติขาดมิตรกัน</span></p>
<p><span style="color:#ff0000;">อย่ายึดติดถือมั่นกับความคิดใดมากเกินไป ปล่อยวางความคิดนั้นๆ เสียบ้างด้วยการหันไปสนใจกับเรื่องอื่น แทนที่จะเอาแต่ครุ่นคิดว่าคุณทักษิณจะอยู่หรือไป ควรเอาใจไปอยู่กับงานการและกิจวัตรประจำวัน รวมทั้งมีเวลาให้กับคนใกล้ชิดบ้าง ถึงเวลาพักผ่อนก็พักผ่อนอย่างเต็มที่ เอาคุณทักษิณออกไปจากใจบ้าง จิตใจจะได้หายอึดอัด โปร่งโล่ง ผ่อนคลาย ข่าวสารแม้จะควรติดตาม แต่อย่าเสียเวลากับมันจนไม่เป็นอันทำอย่างอื่น ถ้ารู้สึกเครียดขึ้นมา ลองทำใจให้สงบด้วยการน้อมจิตอยู่กับลมหายใจเข้าและออก พร้อมกับนับจาก ๑ ถึง ๑๐ ไปด้วยก็จะดี</span></p>
<p><span style="color:#0000ff;">ที่สำคัญก็คือพยายามมีสติรู้ทันความคิดอยู่เสมอ อย่าให้ “ตัวกูของกู” เข้ามาพัวพันจับจองความคิด จนคิดแต่จะเอาชนะอย่างเดียว เพราะในท้ายที่สุด “มาร” หรือกิเลสต่างหากที่ชนะ หาใช่เราไม่</span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/55/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/55/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/55/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=55&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ดับทุกข์ด้วยความคิด “โยนิโสมนสิการ”</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e2%80%9c%e0%b9%82%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e2%80%9c%e0%b9%82%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Nov 2008 09:48:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=51</guid>
		<description><![CDATA[ธรรมธร ชมรมผู้บริโภคสื่อสีขาว  โยนิโสมนสิการ เป็นคำบาลีมีในพระไตรปิฎก แม้จะเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ แต่ก็เป็นธรรมะที่เป็นกลางฟังไว้ก็นำไปใช้ได้ในทุกชาติศาสนา เพราะไม่ต้องยึดมั่นว่าใครเป็นคนสอน โยนิโสมนสิการแปลตรงๆ ว่า “การพิจารณาโดยแยบคาย” อาจจะแปลง่ายๆ ว่า การคิดให้เกิดปัญญาดับทุกข์ หรือการคิดที่นำไปสู่กุศล ทำนองนี้ก็ได้  พระพุทธองค์ได้กล่าวถึง “โยนิโสมนสิการ” ไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นองค์ (องคคุณ) อื่นแม้ข้อหนึ่งที่เป็นองค์ภายในของภิกษุผู้ยังศึกษา ผู้ยังไม่ได้บรรลุอรหัตตผล ปราถนาธรรมอันเกษม จากโยคะอันยอดเยี่ยม อันเป็นองค์ที่มีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย” หมายความว่ามีประโยชน์มาก  การคิดให้เกิดปัญญาดับทุกข์ ไม่ใช่ของทำได้ง่ายๆ บางครั้งจะคิดออกได้ก็จะได้ต้องมีเพื่อนที่ดีช่วยแนะนำที่เรียกว่า กัลยาณมิตร บางคนก็คิดออกเอง บางคนคิดไม่ออก และเมื่อความทุกข์นำมาจะนำไปสู่ความตกต่ำได้อย่างที่สุด  ความทุกข์แบ่งเป็นทุกข์กายกับใจ ทุกข์กาย คือ ป่วยเจ็บ ทุกข์ใจ คือจิตใจที่ตามมาจากการป่วยเจ็บ รวมทั้งการพลัดพรากจากของรัก การได้พบกับสิ่งที่ไม่ปารถนา ประการต่างๆ ในชีวิตจริงความทุกข์เกือบทั้งหมดมาจากใจ ดังนั้นต้องแก้ที่ใจด้วยโยนิโสมนสิการ ตามตำราวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการทำได้หลายอย่าง เช่น วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ วิธีคิดแบบรู้เท่าทัน วิธีคิดแบบแก้ปัญหาอริยสัจในทางปฏิบัติ ขอเสนอแนะอย่างนี้ครับ เมื่อไรที่ประสพทุกข์ ไม่ต้องตัดพ้อว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา ให้คิดว่าจริงแล้วทุกคนต้องเจอสุขบ้างทุกข์บ้าง แต่คราวนี้ถึงคราวของเราแล้ว ก็แล้วกัน [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=51&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ธรรมธร<br />
ชมรมผู้บริโภคสื่อสีขาว </p>
<p><span style="color:#0000ff;"><span style="color:#ff0000;">โยนิโสมนสิการ</span> เป็นคำบาลีมีในพระไตรปิฎก แม้จะเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ แต่ก็เป็นธรรมะที่เป็นกลางฟังไว้ก็นำไปใช้ได้ในทุกชาติศาสนา เพราะไม่ต้องยึดมั่นว่าใครเป็นคนสอน </span><span style="color:#0000ff;">โยนิโสมนสิการแปลตรงๆ ว่า <span style="color:#ff0000;">“การพิจารณาโดยแยบคาย”</span> อาจจะแปลง่ายๆ ว่า การคิดให้เกิดปัญญาดับทุกข์ หรือการคิดที่นำไปสู่กุศล ทำนองนี้ก็ได้ </span></p>
<p>พระพุทธองค์ได้กล่าวถึง “โยนิโสมนสิการ” ไว้ว่า “<span style="color:#ff6600;">ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นองค์ (องคคุณ) อื่นแม้ข้อหนึ่งที่เป็นองค์ภายในของภิกษุผู้ยังศึกษา ผู้ยังไม่ได้บรรลุอรหัตตผล ปราถนาธรรมอันเกษม จากโยคะอันยอดเยี่ยม อันเป็นองค์ที่มีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย”</span> หมายความว่ามีประโยชน์มาก </p>
<p><span style="color:#0000ff;">การคิดให้เกิดปัญญาดับทุกข์ ไม่ใช่ของทำได้ง่ายๆ บางครั้งจะคิดออกได้ก็จะได้ต้องมีเพื่อนที่ดีช่วยแนะนำที่เรียกว่า กัลยาณมิตร บางคนก็คิดออกเอง บางคนคิดไม่ออก และเมื่อความทุกข์นำมาจะนำไปสู่ความตกต่ำได้อย่างที่สุด </span></p>
<p>ความทุกข์แบ่งเป็นทุกข์กายกับใจ ทุกข์กาย คือ ป่วยเจ็บ ทุกข์ใจ คือจิตใจที่ตามมาจากการป่วยเจ็บ รวมทั้งการพลัดพรากจากของรัก การได้พบกับสิ่งที่ไม่ปารถนา ประการต่างๆ ในชีวิตจริงความทุกข์เกือบทั้งหมดมาจากใจ ดังนั้นต้องแก้ที่ใจด้วยโยนิโสมนสิการ ตามตำราวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการทำได้หลายอย่าง เช่น วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ วิธีคิดแบบรู้เท่าทัน วิธีคิดแบบแก้ปัญหาอริยสัจในทางปฏิบัติ ขอเสนอแนะอย่างนี้ครับ</p>
<p><span id="more-51"></span><span style="color:#ff0000;">เมื่อไรที่ประสพทุกข์ ไม่ต้องตัดพ้อว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา ให้คิดว่าจริงแล้วทุกคนต้องเจอสุขบ้างทุกข์บ้าง แต่คราวนี้ถึงคราวของเราแล้ว ก็แล้วกัน อาจจะเป็นกรรมที่เราทำมาในอดีตชาติก่อน หรืออาจจะโดยบังเอิญก็แล้วแต่ แต่ให้ต้อนรับความทุกข์นั้นด้วยใจที่มั่นคง คิดไว้ว่าเกิดเป็นคนอย่ากลัวทุกข์ และคิดไว้เสมอว่าไม่มีอะไรที่จะมีแง่เดียว สิ่งที่เราคิดว่าทุกข์ก็ต้องมีคุณประโยชน์มหาศาลซ่อนอยู่เสมอ ถ้ารู้จักใช้เพียงแต่เราอาจจะยังไม่พบเท่านั้นเอง </span></p>
<p><span style="color:#ff6600;">ท่านพุทธทาสภิกขุถึงกับกล่าวไว้ว่า “พระพุทธเจ้าอยู่หลังม่านแห่งความทุกข์”หมายความว่าเมื่อทุกข์เพียงแต่เปิดม่านจะเข้าถึงพระพุทธองค์ บางคนไม่มีทุกข์ ก็ไม่มีม่านให้เปิด ก็เลยไม่ได้เข้าถึงพระองค์หมายถึงไม่ได้เข้าถึงธรรมและความดี </span></p>
<p>ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่หมอรู้จัก เป็นมะเร็งเต้านม มีความทุกข์ใจมาก ต้องได้รับการผ่าตัดนำเต้านมออกและรับเคมีบำบัด บางคนผมร่วง บางคนต้องฉายแสงและโทรมมาก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือท่านเหล่านั้นต่างก็มาถือศีลตลอดชีวิต บางคนถึงกับได้บวชชีพราหมณ์ บางคนปล่อยนกปล่อยปลาเป็นประจำ จิตใจต่างก็เปลี่ยนไปในทางดี ที่เป็นครูแล้วดุก็เปลี่ยนเป็นไม่ดุ ที่ไม่เมตตาก็เมตตาขึ้นมา ที่ไม่เข้าวัดก็ได้เข้าวัด ที่ไม่สวดมนต์ก็ได้สวดมนต์ บางคนสวดมนต์ยาวๆ ทุกคืน บางคนหันมาเอาใจใส่ลูกและครอบครัวมากกว่าเดิม </p>
<p>มะเร็งชนิดนี้กว่าจะเป็นซ้ำหรือตายอาจจะอีก 10-20 ปี เมื่อได้รับการบรักษาที่ดีแต่เนิ่นๆ ซึ่งก็ทำให้ชีวิตช่วง 20 ปีหลังได้ทำความดีอย่างมหาศาล เพื่อนบ้านที่ซุบซิบนินทาว่าร้าย บางคนก็ตายไปก่อนโดยไม่ได้ทำความดีอะไร แต่คนเป็นมะเร็งที่เป็นเป้านินทาก็ยังไม่ตาย หลังๆ ก็มีความสุขทำใจได้ เข้าถึงธรรมมากกว่า และ มั่นใจในความดีจนไม่กลัวความตายเลย จนพูดได้ว่า เป็นมะเร็งแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ดีกว่าตายแบบไม่ได้เตรียมตัวตั้งแยะ </p>
<p><span style="color:#0000ff;">การแก้ปัญหาด้วยโยนิโสมนสิการมีหลักง่ายๆ ว่า ต้องมีสติ มีใจที่สงบก่อน ดังนั้นเมื่อทุกข์ให้หาที่สงบจิตใจ อาจจะเป็นวัด โบสถ์ วิหาร มัสยิด ทุ่งนาป่าเขา หรือแม้แต่ห้องพระในบ้านของเรา อาจจะสวดมนต์หรือนั่งสมาธิหรือนั่งให้ใจสงบ หรือแม้แต่อ้อนวอนขอบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอเพียงให้ใจเราสงบขึ้น แล้วคิดว่าสิ่งที่เราพบว่าทำให้เราทุกข์นี้ สามารถนำสิ่งที่ดีมีความสุขอย่างไรให้เราได้บ้างหรือไม่ เพราะแม้แต่ขยะที่น่ารังเกียจยังถูกนำมาใช้เป็นปุ๋ยที่ยอดเยี่ยมได้ ถ้าเราไม่สามารถคิดออกได้ในตอนนั้นอาจจะเป็นเพราะใจไม่สงบพอ ให้ค่อยๆ ทำใหม่หรือให้ปรึกษาผู้ที่คิดว่าจะแนะนำสิ่งที่ดีให้กับเราได้ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรของเรา </span></p>
<p>หมอเคยดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ได้แต่นอนบนเตียงรอความตายอย่างช้าๆ มีอยู่คนหนึ่งหลังจากที่ได้คุยกันหลายครั้ง เขาก็บอกหมอว่า เขาพร้อมที่จะตายได้แล้ว และมั่นใจว่ามีความดีพอที่จะไปสุคติแน่ๆ ที่ยังไม่สบายใจอยู่อย่างเดียวในตอนนี้ก็คือเขาเป็นภาระให้ลูกเมียลำบากคือไม่ตายสักทีและอาจจะอยู่ไปอีกนานก็ได้ </p>
<p>หมอก็บอกเขาว่า การที่ลูกเมียได้ดูแลคุณอย่างนี้ก็เป็นการทำบุญสร้างบารมีของเขาเหมือนกัน โดยเฉพาะลูกได้ดูแลพ่อแม่ที่ป่วยอย่างนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ลูกจำนวนมากก็ไม่มีโอกาสได้ทำ และเขาจะได้บุญมากเพราะคุณคือพระอรหันต์ของลูก คุณคือเนื้อนาบุญของเขา ผู้ป่วยผู้นี้แช่มชื่นขึ้นทันที แล้วพูดว่า จริงสินะผมไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลย ตอนเด็กๆ ผมก็ยังไม่ได้ดูแลพ่อแม่ตอนป่วยเลย นับว่าลูกมันโชคดีกว่าผมอีก ในงานนี้นับว่าหมอได้มีโอกาสเป็นกัลยาณมิตรของเขา ซึ่งหมอก็หวังว่าด้วยอานิสงส์นี้ เมื่อเราลำบากมีความทุกข์มากคิดไม่ออก ก็ขอให้ได้เจอกัลยาณมิตรดีๆ ด้วยเหมือนกัน เพราะในบางครั้งเมื่อผงเข้าตาตนเอง ก็ไม่ใช่ว่าตนเองจะเขี่ยออกได้ </p>
<p>บางคนเสียสิ่งของไป แต่ไม่นานก็ได้ของที่ดีกว่า บางคนสามีทิ้งไป แต่ก็ได้อิสรภาพและความสุขที่มากกว่า แม้กระทั่งได้สามีใหม่ที่ดีกว่า บางคนตกงานต่อมาก็ได้งานที่ดีกว่า หมอรุ่นน้องบางคนจับสลากได้ไปทำงานต่างจังหวัดไกลๆ ร้องห่มร้องไห้มากมาย พบว่าต่อมาไปได้คู่ชีวิตที่นั่น นั่นคือต้องไปตรงนั้นเพราะเนื้อคู่เขาอยู่ตรงนั้น บางคนเจ็บป่วยจนพิการแต่ก็ได้ชีวิตที่เป็นบุญกุศลแบบไม่เสียชาติเกิด และบางคนได้เข้าถึงธรรมะได้ปฏิบัติธรรมะ ได้เปิดม่านพบพระพุทธองค์ ก็เพราะความทุกข์นั่นเอง </p>
<p>ฝึกจิตใจให้คิดหาสิ่งดี คิดแต่ของดี มองโลกในแง่ดี ด้วยโยนิโสมนสิการนะครับ จะนำความสุข ความก้าวหน้ามาสู่ตัวเราและคนรอบตัวครับ</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/51/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/51/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/51/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/51/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/51/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/51/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/51/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/51/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/51/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/51/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/51/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/51/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/51/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/51/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=51&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e2%80%9c%e0%b9%82%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ยาสามัญประจำใจ</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%88/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%88/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Nov 2008 07:54:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[การให้อภัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=41</guid>
		<description><![CDATA[พระไพศาล วิสาโล   ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม คงไม่มีใครที่ทั่วโลกรู้จักมากเท่ากับ คิม ฟุค ภาพเด็กหญิงวัย ๙ ขวบร่างกายบอบบางและเปลือยเปล่า วิ่งร่ำไห้อยู่กลางถนนพร้อมกับเด็กอีก ๒-๓ คน โดยมีฉากหลังเป็นม่านควันดำทมึนและเปลวไฟลุกโพลง ได้ประทับแน่นอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก ภาพนี้ภาพเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเราว่าสงครามนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่ลูกเล็กเด็กแดงและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง ๑๔ เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก ๒ คนซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๕ เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ๓ ปีต่อมา ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย แต่แล้ววันหนึ่งในปี ๒๕๓๙ คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตันดีซี การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเขารู้ว่าสงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ  พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=41&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พระไพศาล วิสาโล<br />
 </p>
<p><img class="alignleft size-full wp-image-42" style="margin:5px 15px;" title="ba156" src="http://3signs.files.wordpress.com/2008/11/ba156.jpg?w=500" alt="ba156"   /></p>
<p>ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม คงไม่มีใครที่ทั่วโลกรู้จักมากเท่ากับ <span style="color:#ff0000;">คิม ฟุค</span> ภาพเด็กหญิงวัย ๙ ขวบร่างกายบอบบางและเปลือยเปล่า วิ่งร่ำไห้อยู่กลางถนนพร้อมกับเด็กอีก ๒-๓ คน โดยมีฉากหลังเป็นม่านควันดำทมึนและเปลวไฟลุกโพลง ได้ประทับแน่นอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก ภาพนี้ภาพเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเราว่าสงครามนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่ลูกเล็กเด็กแดงและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง</p>
<p><span style="color:#0000ff;">คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง ๑๔ เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก ๒ คนซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว</span></p>
<p style="text-align:center;"><span style="color:#0000ff;"><img class="size-full wp-image-47 aligncenter" title="kimphuc1" src="http://3signs.files.wordpress.com/2008/11/kimphuc1.gif?w=500" alt="kimphuc1"   /><br />
</span></p>
<p>นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๕ เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ๓ ปีต่อมา ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย แต่แล้ววันหนึ่งในปี ๒๕๓๙ คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตันดีซี</p>
<p><span id="more-41"></span></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-44" title="kimphuc2" src="http://3signs.files.wordpress.com/2008/11/kimphuc2.gif?w=500" alt="kimphuc2"   /></p>
<p>การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเขารู้ว่าสงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ </p>
<p>พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า <span style="color:#ff0000;">&#8220;ฉันอยากบอกเขาว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต&#8221;</span> </p>
<p>เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นสาธุคุณประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า <span style="color:#0000ff;">&#8220;ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ&#8221;</span> </p>
<p><span style="color:#ff0000;">คิมเข้าไปโอบกอบเขาแล้วตอบว่า &#8220;ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย&#8221; </span></p>
<p>ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัยโดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย คิม ฟุค เล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง &#8220;ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้&#8221; เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า &#8220;หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด&#8221; </p>
<p><span style="color:#333399;">เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้ แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้ เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า &#8220;ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น&#8221; </span></p>
<p><span style="color:#333399;"><img class="aligncenter size-full wp-image-46" title="kimphuc3" src="http://3signs.files.wordpress.com/2008/11/kimphuc3.gif?w=500" alt="kimphuc3"   /><span style="color:#000000;">บทเรียนของคิม ฟุค คือในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้ บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ &#8220;การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย&#8221; </span></span></p>
<p><span style="color:#993300;">การให้อภัยมิได้หมายถึงการลืมเหตุการณ์ที่เจ็บปวด แต่หมายถึงการไม่ยอมให้เหตุ การณ์เหล่านั้นมาทำร้ายเรา ผู้ที่รู้จักให้อภัยคือผู้ที่ยังจดจำอดีตอันไม่น่าพิสมัยได้ แต่แทนที่จะปล่อยให้อดีตนั้นมากระทำย่ำยี กลับเอาชนะมันได้และสามารถนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เอามาเป็นบทเรียนเพื่อจะไม่ทำความผิดพลาดอีก และที่สำคัญคือเป็นเครื่องเตือนใจว่าความโกรธเกลียดนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเราอย่างไรบ้าง </span></p>
<p><span style="color:#0000ff;">เมื่อเราโกรธใคร อยากทำร้ายใครนั้น คนแรกที่ถูกทำร้ายคือตัวเรานั่นเอง ไม่ใช่แค่จิตใจเท่านั้นที่เร่าร้อนเหมือนถูกไฟสุม แม้แต่ร่างกายก็ยังได้รับผลกระทบด้วย</span> มีบางคนที่มีอาการปวดท้องและปวดศีรษะเรื้อรัง อีกทั้งยังมีความดันโลหิตสูง หมอพยายามตรวจร่างกายแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ หมอจึงขอให้เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอให้ฟัง เธอเล่าว่ากำลังมีเรื่องขุ่นเคืองใจกับพี่สาวซึ่งทอดทิ้งให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังอยู่หลายปี หมอจึงสันนิษฐานว่าความเจ็บป่วยของเธอมีสาเหตุมาจากความบาดหมางดังกล่าว จึงแนะให้เธอยกโทษแก่พี่สาว หลายปีต่อมาหมอได้รับจดหมายจากคนไข้รายนี้ว่าเธอคืนดีกับพี่สาวแล้ว และอาการเจ็บป่วยก็ไม่มารังควานอีกเลย </p>
<p>มีอีกรายที่เจ็บป่วยโดยหมอไม่พบความผิดปกติในร่างกาย เธอมีอาการคลื่นไส้และระบบย่อยอาหารผิดปกติจนน้ำหนักลดไป ๑๕ กก. วันหนึ่งอาการได้กำเริบขึ้นเมื่อเธอได้รับจดหมายจากลูกพี่ลูกน้อง เธอเฉลียวใจในตอนนั้นเองว่าความเจ็บป่วยของเธอมีสาเหตุมาจากความโกรธเกลียด เธอทั้งโกรธและเกลียดลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเพราะแอบไปมีความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มของเธอ ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเขียนจดหมายมาขอโทษเธอ เธอครุ่นคิดอยู่นาน และในที่สุดก็เขียนจดหมายตอบไปว่า &#8220;ฉันยกโทษให้เธอ&#8221; หลังจากนั้นสุขภาพเธอก็ดีขึ้นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข </p>
<p><span style="color:#0000ff;">การให้อภัยเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตด้วยจิตใจที่โกรธแค้นพยาบาทกลับเป็นเรื่องที่ยากลำบากกว่า คนที่มีความโกรธเกลียดอัดแน่นเต็มหัวใจย่อมไม่อาจพบความสุขและความเบิกบานใจได้ คนเช่นนี้ย่อมยากที่จะมีศรัทธาและกำลังใจในการมีชีวิต ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องความโกรธเกลียดไปจากจิตใจ ด้วยการรู้จักให้อภัยและหมั่นแผ่เมตตาไปให้แก่คนที่ทำความเจ็บปวดให้แก่เรา </span></p>
<p>ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนึกถึงบุคคลดังกล่าวโดยที่จิตใจไม่พลุ่งพล่าน แต่เมื่อใดที่ใจเราสงบลองนึกถึงเขาอยู่เป็นระยะ ๆ นึกถึงแต่ละครั้งก็ยิ้มให้เขา แผ่ความปรารถนาดีให้เขา เราจะพบว่าเรายิ้มให้เขาได้ง่ายขึ้น และจิตใจกระเพื่อมน้อยลง ไม่นานเราก็จะให้อภัยเขาได้และมีความปรารถนาดีต่อเขาด้วยใจจริง </p>
<p><span style="color:#ff0000;">ถึงตอนนั้นเราจะพบว่าสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาเป็นเวลานานนั้นมิใช่อะไรอื่น หากได้แก่ความโกรธเกลียดที่เคยอยู่ในใจเรานั้นเอง ความเจ็บปวดที่เกิดเพราะคนบางคนนั้นแท้จริงได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ที่ยังคงอยู่ก็เพราะใจเรานั้นเองที่ไปรื้อฟื้นและทนุถนอมมันเอาไว้ด้วยความจงเกลียดจงชังหมายมั่นจะแก้แค้น ตัวเขาอาจอยู่ไกลแสนไกล แต่เราเองต่างหากที่ไปดึงเขามาไว้กลางใจเราอยู่ทุกโมงยาม พูดให้ถูกต้องก็คือใจเรานั่นแหละที่สร้างปีศาจร้ายมาหลอกหลอนตัวเองอยู่ทุกขณะจิต ปีศาจที่แม้รูปร่างหน้าตาเหมือนคนที่เคยประทุษร้ายเรา แต่เป็นผลผลิตจากใจของเราเอง </span></p>
<p><span style="color:#0000ff;">การให้อภัยและการแผ่เมตตาแท้ที่จริงก็คือการสยบปีศาจร้ายมิให้มาหลอกหลอนอีกต่อไป จะเรียกว่าเป็นการเชื้อเชิญมันออกไปจากจิตใจของเราก็ได้ ด้วยการให้อภัยและการแผ่เมตตาเท่านั้น จิตใจของเราจึงจะได้รับการเยียวยาและกลับเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง </span></p>
<p><span style="color:#ff6600;">ในโลกที่เรามิอาจหลีกพ้นความพลัดพรากสูญเสีย ความเจ็บปวด และบาดแผลในใจ การให้อภัยและการแผ่เมตตาคืออะไรหากมิใช่ยาสามัญที่ควรมีไว้ประจำใจ </span></p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.budpage.com/ba156.shtml" target="_blank">http://www.budpage.com/ba156.shtml</a></p>
<p>เรื่องที่เกี่ยวข้อง: <a href="http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/4517597.stm" target="_blank">http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/4517597.stm</a></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/41/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/41/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/41/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=41&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://3signs.files.wordpress.com/2008/11/ba156.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ba156</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://3signs.files.wordpress.com/2008/11/kimphuc1.gif" medium="image">
			<media:title type="html">kimphuc1</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://3signs.files.wordpress.com/2008/11/kimphuc2.gif" medium="image">
			<media:title type="html">kimphuc2</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://3signs.files.wordpress.com/2008/11/kimphuc3.gif" medium="image">
			<media:title type="html">kimphuc3</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>แนะนำ 10 วิธีคลายเครียดที่น่ารู้</title>
		<link>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-10-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-10-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Nov 2008 06:12:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>PiwPiw</dc:creator>
				<category><![CDATA[เรื่องน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ความเครียด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://3signs.wordpress.com/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[นพ. พนมทวน ชูแสงทอง บทความ วิถีทั้ง 9 แห่งการคลายเครียด 1. ออกกำลังกาย ใครๆก็พูดได้ว่าออกกำลังกายซิ แต่น้อยคนนักที่จะทำให้เป็นกิจวัตร ได้ เนื่องจากไม่มีเวลา ไม่สะดวกเรื่องการเดินทาง ตื่นเช้าไม่ไหว อุปกรณ์แพง ฯลฯ ความจริงแล้วคุณควรจะหาเวลาของแต่ละวันอย่างน้อย 30 นาที ในการออกกำลังกาย โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับคุณที่สุด ถ้าคุณไม่ต้องการสิ้นเปลืองกับค่าอุปกรณ์ คุณก็น่าจะเลือกการวิ่งหรือเดิน หากเป็นสูงอายุหรือเป็นผู้ที่ไม่ต้องการการกระแทก ว่ายน้ำ,โยคะ, ไทชิ ,หรือ พาลาทีส์ ก็อินเทรนน์ ไม่เลวนะคะ หากอยากมีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย ขอแนะนำกีฬาที่เล่นเป็นหมู่คณะอันได้แก่ แบตมินตัน กอลฟ์ ฟุตบอล หรือ เทนนิสที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้ กีฬาจะทำให้เราได้ระบายออกซึ่งแรงขับของจิตใจในด้านต่างๆ เช่น ความคับข้องใจ ความโกรธ ความเสียใจ ไม่พอใจ แถมยังได้สารสื่อความสุขหรือสารเอนโดฟินกลับมาด้วยแล้วคุณก็จะรู้สึกสดชื่นและหลับสบายอีกด้วยค่ะ 2. พูดระบายความเครียด พูดค่ะ ระบายความเครียดออกมาเลย แต่ต้องเลือกบุคคลที่คุณคิดว่า ปลอดภัย หวังดี ไม่มีพิษภัยกับตัวคุณ และควรมีความอดทนสูงในการฟัง หรือถ้าหาไม่ได้ก็นี่เลยค่ะ สัตว์เลี้ยงต่างๆไม่ว่าจะเป็น หมา แมว ปลาทอง จิ้งจก [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=35&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นพ. พนมทวน ชูแสงทอง<br />
บทความ วิถีทั้ง 9 แห่งการคลายเครียด</p>
<p><strong><span style="color:#0000ff;">1. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">ออกกำลังกาย</span></strong></p>
<p><strong></strong><strong>ใครๆก็พูดได้ว่าออกกำลังกายซิ</strong><strong> </strong><strong>แต่น้อยคนนักที่จะทำให้เป็นกิจวัตร</strong><strong> </strong><strong>ได้</strong><strong> </strong><strong>เนื่องจากไม่มีเวลา</strong><strong> </strong><strong>ไม่สะดวกเรื่องการเดินทาง</strong><strong> </strong><strong>ตื่นเช้าไม่ไหว</strong><strong> </strong><strong>อุปกรณ์แพง</strong><strong> </strong><strong>ฯลฯ</strong><strong> </strong><strong>ความจริงแล้วคุณควรจะหาเวลาของแต่ละวันอย่างน้อย</strong><strong> 30 </strong><strong>นาที</strong><strong> </strong><strong>ในการออกกำลังกาย</strong><strong> </strong><strong>โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับคุณที่สุด</strong><strong> </strong><strong>ถ้าคุณไม่ต้องการสิ้นเปลืองกับค่าอุปกรณ์</strong><strong> </strong><strong>คุณก็น่าจะเลือกการวิ่งหรือเดิน</strong><strong> </strong><strong>หากเป็นสูงอายุหรือเป็นผู้ที่ไม่ต้องการการกระแทก</strong><strong> </strong><strong>ว่ายน้ำ</strong><strong>,</strong><strong>โยคะ</strong><strong>, </strong><strong>ไทชิ</strong><strong> ,</strong><strong>หรือ</strong><strong> </strong><strong>พาลาทีส์</strong><strong> </strong><strong>ก็อินเทรนน์</strong><strong> </strong><strong>ไม่เลวนะคะ</strong><strong> </strong><strong>หากอยากมีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย</strong><strong> </strong><strong>ขอแนะนำกีฬาที่เล่นเป็นหมู่คณะอันได้แก่</strong><strong> </strong><strong>แบตมินตัน</strong><strong> </strong><strong>กอลฟ์</strong><strong> </strong><strong>ฟุตบอล</strong><strong> </strong><strong>หรือ</strong><strong> </strong><strong>เทนนิสที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้</strong><strong> </strong></p>
<p><strong></strong><strong>กีฬาจะทำให้เราได้ระบายออกซึ่งแรงขับของจิตใจในด้านต่างๆ</strong><strong> </strong><strong>เช่น</strong><strong> </strong><strong>ความคับข้องใจ</strong><strong> </strong><strong>ความโกรธ</strong><strong> </strong><strong>ความเสียใจ</strong><strong> </strong><strong>ไม่พอใจ</strong><strong> </strong><strong>แถมยังได้สารสื่อความสุขหรือสารเอนโดฟินกลับมาด้วยแล้วคุณก็จะรู้สึกสดชื่นและหลับสบายอีกด้วยค่ะ</strong></p>
<p><strong></strong><br />
<span id="more-35"></span><strong><span style="color:#0000ff;">2. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">พูดระบายความเครียด</span></strong></p>
<p><strong></strong><strong>พูดค่ะ</strong><strong> </strong><strong>ระบายความเครียดออกมาเลย</strong><strong> </strong><strong>แต่ต้องเลือกบุคคลที่คุณคิดว่า</strong><strong> </strong><strong>ปลอดภัย</strong><strong> </strong><strong>หวังดี</strong><strong> </strong><strong>ไม่มีพิษภัยกับตัวคุณ</strong><strong> </strong><strong>และควรมีความอดทนสูงในการฟัง</strong><strong> </strong><strong>หรือถ้าหาไม่ได้ก็นี่เลยค่ะ</strong><strong> </strong><strong>สัตว์เลี้ยงต่างๆไม่ว่าจะเป็น</strong><strong> </strong><strong>หมา</strong><strong> </strong><strong>แมว</strong><strong> </strong><strong>ปลาทอง</strong><strong> </strong><strong>จิ้งจก</strong><strong> </strong><strong>แมลงต่างๆก็ได้</strong><strong> </strong><strong>ระบายให้มันฟัง</strong><strong> (</strong><strong>แต่อย่าลืมปิดประตูลงกลอนด้วย</strong><strong> </strong><strong>มิเช่นนั้น</strong><strong> </strong><strong>คนอื่นมาพบเข้าจะหาว่าคุณบ้าพูดคนเดียว</strong><strong>) </strong><strong>เพราะเวลาที่เราได้ระบายออก</strong><strong> </strong><strong>เท่ากับเราได้ทบทวนตัวเองไปด้วย</strong><strong> </strong><strong>นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาแนะนำทางโทรศัพท์จากหน่วยงานต่างๆ</strong><strong> </strong><strong>ให้บริการด้วยค่ะ</strong></p>
<p><strong><span style="color:#0000ff;">3. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ</span></strong></p>
<p><strong></strong><strong>การนอนหลับพักผ่อนช่วยให้คุณสดชื่นขึ้นได้มาก</strong><strong> </strong><strong>เหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี่ในร่างกายใหม่</strong><strong> </strong><strong>แต่ควรเตรียมความพร้อมในการนอนหน่อยนะค่ะ</strong><strong> </strong><strong>โดยเลือกสถานที่และเครื่องนอนสะอาด</strong><strong> </strong><strong>อากาศถ่ายเทสะดวก</strong><strong> </strong><strong>อุณหภูมิพอเหมาะ</strong><strong> </strong><strong>มีเสียงหรือแสงที่รบกวนคุณไม่มากนัก</strong><strong> </strong><strong>โดยกำหนดจิตใจก่อนนอนว่า</strong><strong> </strong><strong>ให้เราสดชื่น</strong><strong> </strong><strong>ผ่อนคลาย</strong><strong> </strong><strong>เอาเรื่องเครียดปัญหาต่างๆ</strong><strong> </strong><strong>วางไว้นอกตัว</strong><strong> </strong><strong>ไม่เอามาคิดตอนนอน</strong><strong> </strong><strong>แล้วหลับโลดค่ะ</strong></p>
<p><strong><span style="color:#0000ff;">4. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">อาหารคลายเครียด</span></strong></p>
<p><strong></strong><strong>กลับมาเรื่องอาหารกันซักนิด</strong><strong> </strong><strong>อย่างที่เคยบอกไปแล้วนะคะว่าอาหารสามารถลดความเครียดของคุณได้ด้วย</strong><strong> </strong><strong>วันนี้จะมาย้ำอีกครั้งนะคะ</strong><strong> </strong><strong>อาหารที่ช่วยคลายเครียดให้คุณได้อย่างดี</strong><strong> </strong><strong>ได้แก่</strong><strong><br />
1. </strong><strong>ทริปโตฟาน</strong><strong> (1-2 </strong><strong>กรัม</strong><strong> </strong><strong>ก่อนนอน</strong><strong>) </strong><strong>พบได้ใน</strong><strong> </strong><strong>ไข่</strong><strong> </strong><strong>ถั่วเหลือง</strong><strong> </strong><strong>นมวัว</strong><strong> </strong><strong>เนื้อสัตว์</strong><br />
<strong>2. </strong><strong>วิตามินบี</strong><strong> 6 (40 </strong><strong>มิลลิกรัมต่อวัน</strong><strong>) </strong><strong>พบในธัญพืชต่างๆ</strong><strong> </strong><strong>ยีสต์</strong><strong> </strong><strong>รำข้าว</strong><strong> </strong><strong>เครื่องใน</strong><strong> </strong><strong>เนื้อ</strong><strong> </strong><strong>ถั่ว</strong><strong> </strong><strong>ผัก</strong><strong><br />
3. </strong><strong>วิตามินบี</strong><strong> 3 (1,000 </strong><strong>มิลลิกรัมต่อวัน</strong><strong>) </strong><strong>พบใน</strong><strong> </strong><strong>ตับ</strong><strong> </strong><strong>เครื่องใน</strong><strong> </strong><strong>เนื้อ</strong><strong> </strong><strong>เป็ด</strong><strong> </strong><strong>ไก่</strong><strong> </strong><strong>ปลา</strong><strong> </strong><strong>ถั่ว</strong><strong> </strong><strong>ยีสต์</strong><strong> </strong><br />
<strong>3. </strong><strong>สารอาหารอื่นๆ</strong><strong> </strong><strong>เช่น</strong><strong> </strong><strong>แคลเซียม</strong><strong> </strong><strong>กระเทียม</strong><strong> </strong><strong>ดอกไม้จีน</strong><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="color:#0000ff;">5. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">พักผ่อนท่องเที่ยว</span></strong></p>
<p><strong>ข้อนี้ขอ</strong><strong> Confirm </strong><strong>ว่าจริงค่ะ</strong><strong> </strong><strong>เพราะคนเราก็เหมือนเครื่องยนต์</strong><strong> </strong><strong>ต้องการช่วงพักไปทำการ</strong><strong> reboot </strong><strong>ใหม่</strong><strong> </strong><strong>การที่ได้ไปท่องเที่ยวเห็นบรรยากาศทิวทัศน์สวยงามแปลกหูแปลกตา</strong><strong> </strong><strong>ไปเจอผู้คน</strong><strong> </strong><strong>ก็ช่วยกระตุ้นมุมมองชีวิตใหม่ๆ</strong><strong> </strong><strong>ฝรั่งเขาถึงมีช่วงพักร้อนยาว</strong><strong> </strong><strong>และให้ความสำคัญอย่างมาก</strong><strong> </strong><strong>วางแผนล่วงหน้ายาวทีเดียว</strong><strong> </strong><strong>เมื่อถึงเวลาก็ไปพักผ่อนทันที</strong><strong> </strong><strong>เมื่อกลับมาจากการท่องเที่ยวแล้ว</strong><strong> </strong><strong>คุณก็จะกลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ</strong><strong><br />
</strong><strong><br />
</strong><strong><span style="color:#0000ff;">6. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">ดนตรีคลายเครียด</span></strong></p>
<p><strong><span style="font-weight:normal;"><strong>หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยดนตรีหรือดนตรีบำบัดมาแล้วนะคะ</strong><strong> </strong><strong>ทั้งนี้ก็เพราะดนตรีช่วยทำให้คุณอารมณ์เยือกเย็นลง</strong><strong> </strong><strong>ผ่อนคลาย</strong><strong> </strong><strong>ใจสงบ</strong><strong> </strong><strong>ดนตรีบำบัดมีทั้งเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชนิดเดียวหรือหลายชนิด</strong><strong> </strong><strong>เพลงที่มีเสียงคลื่นทะเล</strong><strong> </strong><strong>เสียงนก</strong><strong> </strong><strong>เสียงน้ำไหล</strong><strong> </strong><strong>ฯลฯ</strong><strong> </strong><strong>หากคุณได้ปิดไฟ</strong><strong> </strong><strong>จุดเทียน</strong><strong> </strong><strong>และฟังเพลงเบาๆ</strong><strong> </strong><strong>หลังจากนั้นก็หลับไปแล้วละก็</strong><strong> </strong><strong>ตื่นขึ้นมาน่าจะสดใสหายเครียดได้เยอะเลยล่ะค่ะ</strong><strong> </strong></span></strong></p>
<p><strong><span style="color:#0000ff;">7. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">กลิ่นบำบัดอโรมาเทอราป</span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">ี</span></strong></p>
<p><strong></strong><strong>วิธีต้องแนะนำไว้ด้วย</strong><strong> </strong><strong>เดี๋ยว </strong><strong>out </strong><strong>ค่ะ</strong><strong> </strong><strong>กลิ่นเป็นอีกสิ่งหนึ่งของการรับรู้ทางสัมผัสที่สื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ดี</strong><strong> </strong><strong>คุณอาจลองจุดธูปหอมกลิ่นที่สดชื่น</strong><strong> </strong><strong>หรือหยดน้ำมันหอมระเหย</strong><strong> </strong><strong>ในขณะนอนหรือทำงานเพื่อผ่อนคลายไปด้วย</strong><strong> </strong><strong>หรือจะแช่น้ำอุ่นๆ</strong><strong> </strong><strong>ก็ไม่เลวคะ</strong><strong> </strong><strong>กลิ่นที่เหมาะสมแล้วแต่ชอบและรู้สึกผ่อนคลาย</strong><strong> </strong><strong>โดยเลือกจากการดมว่ากลิ่นไหนทำให้รู้สึกดี</strong><strong> </strong><strong>ให้พลัง</strong><strong> </strong><strong>หรือช่วยผ่อนคลาย</strong><strong> </strong><strong>กลิ่นที่น่าสนใจ</strong><strong> </strong><strong>เช่น</strong><strong> </strong><strong>กลิ่นไม้จันทน์หอม</strong><strong> </strong><strong>กลิ่นกำยาน</strong><strong> </strong><strong>สำหรับผ่อนคลาย</strong><strong> </strong><strong>กลิ่นการบูน</strong><strong> </strong><strong>กลิ่นส้ม</strong><strong> </strong><strong>กลิ่นมะนาว</strong><strong> </strong><strong>สำหรับสร้างความสดชื่น</strong><strong> </strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="color:#0000ff;">8. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">ฝึกหายใจคลายเครียด</span></strong></p>
<p><strong></strong><strong>การหายใจช่วยนำอากาศบริสุทธิ์</strong><strong> </strong><strong>เข้าสู่ปอด</strong><strong> </strong><strong>แล้วเดินทางสู่สมองไปตลอดทั่วร่างกาย</strong><strong> </strong><strong>ลองหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ</strong><strong> </strong><strong>ช้าๆ</strong><strong> </strong><strong>สังเกตว่ากระบังลมขยายออก</strong><strong> </strong><strong>ท้องป่องออก</strong><strong> </strong><strong>จากนั้นค่อยๆ</strong><strong> </strong><strong>หายใจออกช้าๆ</strong><strong> </strong><strong>ไล่ลมให้ออกมากที่สุด</strong><strong> </strong><strong>ตอนนี้กระบังลมคุณจะหดสั้นลง</strong><strong> </strong><strong>ท้องจะแฟบ</strong><strong> </strong><strong>ถ้าช่วงแรกไม่ถนัดก็เอามือแตะท้องเพื่อปรับและเข้าใจสภาพป่องแฟบของท้องจากการหายใจก่อนแล้วฝึกไปเรื่อยๆ</strong><strong><br />
</strong><strong></strong></p>
<p><strong><span style="color:#0000ff;">9. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ</span></strong></p>
<p><strong></strong><strong>โดยนำเอาหลักการฝึกหายใจมาประยุกต์ใช้ร่วมด้วย</strong><strong> </strong><strong>เริ่มด้วยการนั่งหรือนอนในท่าสบายๆ</strong><strong> </strong><strong>จากนั้นค่อยๆ</strong><strong> </strong><strong>เกร็งกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ</strong><strong> </strong><strong>ขึ้นมาโดยอาจไล่จากปลายเท้า</strong><strong> </strong><strong>ข้อเท้า</strong><strong> </strong><strong>น่อง</strong><strong> </strong><strong>ต้นขา</strong><strong> </strong><strong>ลำตัว</strong><strong> </strong><strong>แขน</strong><strong> </strong><strong>มือ</strong><strong> </strong><strong>นิ้ว</strong><strong> </strong><strong>ไหล่</strong><strong> </strong><strong>คอ</strong><strong> </strong><strong>ศีรษะ</strong><strong> </strong><strong>และใบหน้า</strong><strong> </strong><strong>เกร็งไว้สักอึดใจหนึ่ง</strong><strong> </strong><strong>จากนั้นค่อยๆ</strong><strong> </strong><strong>ผ่อนคลายย้อนกลับไปโดยเริ่มจากใบหน้า</strong><strong> </strong><strong>จนถึงปลายเท้า</strong><strong> </strong><strong>คุณสามารถใช้การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อในยามที่รู้สึกตึงเครียด</strong><strong> </strong><strong>อึดอัด</strong><strong> </strong><strong>ไม่สบายใจ</strong><strong> </strong><strong>หรือแม้แต่ยามที่คุณต้องการให้สมาธิกลับคืน</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong><span style="color:#0000ff;">10. </span></strong><strong><span style="color:#0000ff;">คลายเครียดด้วยการนวด</span></strong></p>
<p><strong></strong><strong>ปัจจุบันมีคนสนใจการนวดอย่างมาก</strong><strong> </strong><strong>ไม่ว่าจะเป็น</strong><strong> </strong><strong>นวดแผนไทย</strong><strong> </strong><strong>นวดเท้า</strong><strong> </strong><strong>นวดน้ำมัน</strong><strong> </strong><strong>นวดรักษาโรคเฉพาะที่</strong><strong> </strong><strong>ทำให้มีสถาน</strong><strong> </strong><strong>บริการเกี่ยวกับการนวดหรือ</strong><strong> Spa </strong><strong>เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด</strong><strong> </strong><strong>การนวดเป็นการผ่อนคายกล้ามเนื้อและทำให้เลือดลมสูบฉีด</strong><strong> </strong><strong>ทำให้ผู้ที่ถูกนวดรู้สึกผ่อนคลายและสบายมากยิ่งขึ้น</strong><strong> </strong><strong>การนวดน้ำมันยังทำให้มีผิวพรรณที่ดีอีกด้วย</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>ทางออกของความเครียดยังมีอีกมากมายค่ะ</strong><strong> </strong><strong>แต่</strong><strong>10</strong><strong>วิธีที่แนะนำนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย</strong><strong> </strong><strong>ปลอดภัยด้วยวิธีธรรมชาติค่ะ</strong><strong> </strong><strong>ความเครียดเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้</strong><strong> </strong><strong>สิ่งที่คุณทำได้คือ</strong><strong> </strong><strong>มีสติ</strong><strong> </strong><strong>หากรู้ว่าตัวเองเริ่มเครียดแล้วก็ต้องหยุดแล้วลองใช้</strong><strong>10</strong><strong>วิธีที่แนะนำมาใช้นะคะ</strong></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/3signs.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/3signs.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/3signs.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/3signs.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/3signs.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/3signs.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/3signs.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/3signs.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/3signs.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/3signs.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/3signs.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/3signs.wordpress.com/35/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/3signs.wordpress.com/35/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/3signs.wordpress.com/35/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=3signs.wordpress.com&amp;blog=5606312&amp;post=35&amp;subd=3signs&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://3signs.wordpress.com/2008/11/23/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3-10-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
	
		<media:content url="http://0.gravatar.com/avatar/23cad833a3f9be2af1fa46f3cb4d79f7?s=96&#38;d=http%3A%2F%2F0.gravatar.com%2Favatar%2Fad516503a11cd5ca435acc9bb6523536%3Fs%3D96&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">privatebook</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
