เมื่อเราอยู่ร่วมกัน ความรู้สึกนึกคิดของเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เรามักจะยึดถือความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เช่น ตุ๊กแกตัวเดียว ถ้ามันร้องแล้ว หลายคนก็คงนึกคิดไม่เหมือนกัน คนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ชอบตุ๊กแก เพราะทำให้สถานที่สกปรก อีกคนหนึ่งก็ไม่ชอบ เพราะตุ๊กแกมีผิวหนังน่าเกลียด บางคนก็อาจจะกลัว แต่ก็มีบางคนที่ชอบ เพราะ ตุ๊กแกนี้กินได้ สมัยเด็กๆเคยกินอร่อยมาก หรือว่าชอบเพราะทำให้มีรายได้ ตอนสมัยเด็กๆเคยจับตุ๊กแกไปขาย ได้ค่าขนมมา บางคนก็คิดว่าตุ๊กแกนี้เสียงไพเราะดี

คนต่างชาติทำงานธนาคาร เขามาวัดมาฝึกสมาธิกับอาจารย์ คุยว่าผมชอบตุ๊กแก ผมชอบมาก มีความสุข ตอนเช้าอากาศเย็นๆ ฟังเสียงนก ฟังเสียงตุ๊กแกร้อง โอ้ ธรรมชาตินี่ดี แค่ฟังเสียงตุ๊กแกก็รู้สึกผ่อนคลาย คุ้มค่าขับรถจากกรุงเทพฯมาไกลกว่าจะถึงวัด เวลานอนคล้ายกับอยู่ในป่า ฟังเสียงตุ๊กแกแล้วรู้สึกมีความสุขดี

ตุ๊กแกตัวเดียวนี้ ถ้ามีสิบคนก็สิบความรู้สึก สิบความคิดเห็น ทีนี้เรารู้ไหม เราก็คือตุ๊กแก ทั้งๆที่ตัวเราเองไม่เหมือนตุ๊กแก แต่คนที่อยู่รอบตัวเราสิบคนนี้ ก็มีความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ กลัวเรา รู้สึกต่างๆนานา ถึงแม้เราเป็นคนดีขนาดไหน ใจดีขนาดไหน บางคนก็อาจจะไม่ชอบเรา ทั้งที่เราเองรู้สึกตัวชัดเจนว่า เราดำเนินชีวิตตามปกติ เราเป็นคนดี เป็นคนธรรมดา แต่บางคนก็ชอบเราบ้าง ไม่ชอบเราบ้าง กลัวเราบ้าง มีสารพัดความรู้สึก เราก็เลยเปรียบเหมือนเป็นตุ๊กแกตัวนั้น เราจึงควรเข้าใจความเป็นนานาจิตตัง เพื่อที่จะได้มีใจหนักแน่น ไม่แคร์ความนึกคิดของคนอื่นมาก หากเราคิดว่าเราทำดีทำถูกแล้วก็ให้มีความสุขกับการกระทำที่ดีของเราเอง ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่เป็นอะไร เพราะความรู้สึกนึกคิดเป็นนานาจิตตัง

เมื่อใจของเราไม่ดี เช่นโกรธ น้อยใจ เป็นต้น ให้หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด เพราะเมื่อใจของเราไม่ดีแล้ว เราก็จะคิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี มีความลำเอียงไปในเชิงลบไม่ได้มองตามความเป็นจริง สรุปก็คือถ้าใจของเราเสียๆแล้ว ทำอะไรๆ ผลก็จะออกมาไม่ดี ต้องหยุดหมดทุกอย่าง เมื่อจิตใจเป็นปกติ สุขภาพใจดีแล้วจึงค่อยลงมือทำ พูดหรือคิด

จากหนังสือวัคซีนธรรมะ และเล่มอื่นๆของ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

http://www.dhammathai.org/webboard/dbview.php?No=1666


พระไพศาล วิสาโล

เมื่อคุณอยากได้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตัลสักตัวหนึ่ง
หลังจากหาข้อมูลมาหลายวันทั้งจากหนังสือพิมพ์และคนรู้จัก
ก็ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อยี่ห้อและรุ่นอะไร
คุณใช้เวลา ๒-๓ วันในการหาร้านที่ขายถูกที่สุด
แล้วคุณก็พบร้านหนึ่งซึ่งขายต่ำกว่าราคาทั่วไปถึง ๒๕ %
คุณตัดสินใจควักเงิน ๗,๕๐๐ บาท แล้วพากล้องใหม่กลับบ้าน
ด้วยความปลื้มใจที่ได้ทั้งของดีและราคาถูก

แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ตั้งใจว่าจะไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง
แต่กลับพบว่าเขาเพิ่งซื้อกล้องยี่ห้อและรุ่นเดียวกับคุณ
แต่ซื้อได้ถูกกว่านั้น คือจ่ายไปเพียง ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น

คุณจะรู้สึกอย่างไร? ยังจะยิ้มได้อีกหรือไม่ ?

Continue reading ‘ความสุข ความทุกข์ อยู่ที่ใจ’


หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อำเภอ วารินชำราบ จังหวัด อุบลราชธานี
(ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับ สถานที่ ผู้ฟัง และวันที่บรรยาย)

สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติ ที่เราสมมุติขึ้นมา เองทั้งสิ้น สมมุติแล้วก็หลงสมมุติของตัวเอง เลยไม่มีใครวาง มันเป็น ทิฐิ มันเป็นมานะ ความยึดมั่นถือมั่น

อันความยึดมั่นถือมั่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะจบได้ มันจบลงไม่ได้ สักที เป็นเรื่องวัฏฏสงสารที่ไหลไปไม่ขาด ไม่มีทางสิ้นสุด ทีนี้ถ้าเรารู้ จักสมมุติแล้ว ก็รู้จักวิมุตติ ครั้นรู้จักวิมุตติแล้ว ก็รู้จักสมมุติ ก็จะเป็น ผู้รู้จักธรรมะอันหมดสิ้นไป

ก็เหมือนเราทุกคนนี้แหละ แต่เดิมชื่อของเราก็ไม่มี คือตอน เกิดมาไม่มีชื่อ ที่มีชื่อขึ้นมาก็โดยสมมุติกันขึ้นมาเอง อาตมาพิจารณา ดูว่า เอ! สมมุตินี้ ถ้าไม่รู้จักมันจริงๆแล้ว มันก็เป็นโทษมาก ความจริง มันเป็นของเอามาใช้ให้เรารู้จักเรื่องราวเฉยๆ เท่านั้นก็พอ ให้รู้ว่าถ้าไม่ มีเรื่องสมมุตินี้ ก็ไม่มีเรื่องที่จะพูดกัน ไม่มีเรื่องที่จะบอกกัน ไม่มี ภาษาที่จะใช้กัน

เมื่อครั้งที่อาตมาไปต่างประเทศ อาตมาได้ไปเห็นพวกฝรั่งไป นั่งกรรมฐานกันอยู่เป็นแถว แล้วเวลาจะลุกขึ้นออกไป ไม่ว่าผู้หญิง หรือผู้ชายก็ตาม เห็นจับหัวกัน ผู้นั้นผู้นี้ไปเรื่อยๆ ก็เลยมาเห็นได้ว่า โอ! สมมุตินี้ถ้าไปตั้งลงไว้ที่ไหน ไปยึดมั่นหมายมั่นมัน ก็จะเกิดกิเลส อยู่ที่นั่น ถ้าเราวางสมมุติได้ ยอมมันแล้วก็สบาย

อย่างพวกนายพลนายพันทหารมาที่นี่ ก็เป็นผู้มียศฐา บรรดาศักดิ์ ครั้นมาถึงอาตมาแล้วก็พูดว่า “หลวงพ่อกรุณาจับหัวให้ ผมหน่อยครับ” นี่แสดงว่าถ้ายอมแล้วมันก็ไม่มีพิษอยู่ที่นั่น พอลูบหัว ให้ เขาดีใจด้วยซ้ำ แต่ถ้าไปลูบหัวเขาที่กลางถนนดูซิไม่เกิดเรื่องก็ลอง ดู นี่คือความยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ ฉะนั้น อาตมาว่าการวางนี้มันสบาย จริงๆ เมื่อตั้งใจว่าเอาหัวมาให้อาตามลูบ ก็สมมุติลงว่าไม่เป็นอะไร แล้วก็ไม่เป็นอะไรจริงๆ ลูบอยู่เหมือนหัวเผือกหัวมัน แต่ถ้าเราลูบอยู่ กลางทาง ไม่ได้แน่นอน

Continue reading ‘สมมุติและวิมุตติ’


luangpor-punya

พระธรรมโกศาจารย์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” ท่านได้อุทิศชีวิตและร่างกายเป็นพุทธบูชา แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธศาสนา แม้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะมีอายุมากแล้ว แต่ท่านยังทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง ในการรณรงค์ให้ชาวพุทธไทย เป็นชาวพุทธที่แท้จริงโดยให้ละทิ้งจากความเชื่องมงาย และทำงานให้หนักและขยันยิ่งขึ้น ตามหลักคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเน้นเสมอในแก่นแท้ของพระศาสนา และความเข้าใจกันดี ระหว่างศาสนาอื่นๆ 

หลังพ่อท่านได้ริเริ่มการปฏิวัติรูปแบบการเทศนาธรรมแบบดั้งเดิม มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรม ไม่ต้องถือคัมภีร์ใบลาน แต่พูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ กล้าพูดความจริงทุกกาล อันเป็นการดึงดูดประชาชนอย่างมากให้หันเข้าหาธรรมะ

ในตอนแรกๆ นั้นได้รับการต่อต้านอยู่มากเหมือนกัน แต่ต่อมาภายหลังการกระทำแบบนี้ กลับเป็นที่ยอมรับ ของประชาชนทั่วไปมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อประชาชนทราบข่าวว่า ท่านปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมในที่ใด ก็จะมีผู้ตามมาฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดท่านจึงได้รับอาราธนา ให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ ประจำอาทิตย์ต้นเดือน จนถึงปัจจุบัน 

Continue reading ‘บทสัมภาษณ์สุดท้ายของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ’


 

ประเวศ วะสี

prawet

(พุธที่ 3 ธันวาคม 251) คงเห็นทั่วกันแล้วว่า การคิดแบบเดิมๆ  ออกจากสภาวะวิกฤตไม่ได้คือ การคิดแบบใครแพ้ใครชนะ ใครผิดใครถูก หรือแม้แต่การตัดสินโดยศาล ซึ่งอาจจะตัดสินได้แต่คลายความขัดแย้งไม่ได้ รัฐบาลจะปราบพธม.ก็ไม่ได้ พธม. จะเอาชนะรัฐบาลก็ไม่ได้

กองทัพจะทำรัฐประหารก็ไม่ได้ ทำน่ะทำได้แต่สลายความขัดแย้งไม่ได้ เพราะ นปก. ก็ทำแบบ พธม. ได้ จะเปลี่ยนขั้วทางการเมืองก็แก้ความขัดแย้งไม่ได้ ฯลฯ

นั่นคือการคิดแบบเดิม ๆ ถ้าคิดแบบเดิมๆ แล้วไม่มีทางออกหรือกลับรุนแรงมากขึ้น คงจะต้องการวิถีคิดใหม่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “เราต้องการวิถีคิดใหม่โดยสิ้นเชิง ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดได้” (We Shall need a radically new manner of thinking, if mankind is to survive)

Continue reading ‘เปลี่ยนวิถีคิดฉับพลัน สงบเย็นฉับพลัน’


พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
ลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 11141 โดยคุณ : นิว (19 ม.ค. 2547)

ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น
ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่
ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป

การปฏิบัติธรรม คือการศึกษาให้รู้จักตัวเอง

เมื่อรู้จักตัวเอง ก็รู้จักทุกข์
เมื่อรู้จักทุกข์ ก็จะรู้วิธีดับทุกข์ต่อไป
ถ้าเราสามารถระงับจิตได้ ทำใจสงบได้ ปัญหาก็จะเบาลง
 
การสำรวมจิตอย่างที่ทำอยู่ขณะนี้ คือการมาจำศีลภาวนาที่วัด
จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ทำใจสงบสบาย ๆ
ฝึกหัดใจให้หยุดคิด หยุดปรุงแต่ง เมื่อไม่ปรุง ก็ไม่มีทุกข์อะไร
Continue reading ‘ทุกข์เพราะคิดผิด’


พระไพศาล วิสาโล
มติชนรายวัน วันเสาร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๙ 

ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของมนุษย์ คือ การคิด เราคิดได้เก่งและซับซ้อนพิสดารอย่างไม่มีสัตว์ใดเทียบได้ เราสามารถใช้ความคิดเพื่อจัดการธรรมชาติ รวมทั้งสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากมาย กล่าวได้ว่าความคิดเป็นเครื่องมือที่สำคัญของมนุษย์ในการดำรงชีวิตและสร้างโลก แต่ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งเราก็เผลอปล่อยให้ความคิดขึ้นมาเป็นนายเรา และสั่งให้เราทำตามบัญชาของมัน เวลาเกลียดใครก็ตาม เมื่อความคิดสั่งให้เราด่า เราก็ด่าตามคำสั่งของมัน เมื่อความคิดสั่งให้เราทำร้าย เราก็ทำร้ายตามคำสั่งของมัน คนจำนวนไม่น้อยตกเป็นทาสของความคิดจนนอนไม่หลับ แม้ใจอยากจะหลับ แต่ถ้าความคิดยังไม่ต้องการหลับ เราก็หลับไม่ได้ จนกว่ามันจะหยุดคิดหรือเหนื่อยไปเอง

ความคิดนั้นเกิดจากการปรุงแต่งของเราก็จริง แต่ทันทีที่มันเกิดขึ้น มันก็ดูเหมือนจะมีชีวิตของมันเอง มันพยายามที่จะดำรงคงอยู่ให้ได้นานที่สุด ด้วยการกระตุ้นให้เราหวนคิดถึงมันบ่อยๆ และนานเท่าที่จะนานได้ ยิ่งคิดถึงมัน มันก็ยิ่งเติบใหญ่และเข้มแข็ง เช่นเดียวกับกองไฟซึ่งโหมไหม้และแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ หากมีคนเติมเชื้อให้มันอยู่เสมอ ใช่แต่เท่านั้นมันยังต้องการ “แพร่พันธุ์” ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

เวลาเรานึกคิดเรื่องอะไรได้ขึ้นมาก็ตาม เราจึงอยากเผยแพร่ความคิดนั้นให้คนอื่นได้รับรู้ เริ่มจากการบอกเล่าจากปากต่อปาก ส่งอีเมล เขียนบทความ ไปจนถึงเขียนหนังสือเป็นเล่ม เท่านั้นยังไม่พอ มันยังต้องการการปกป้องคุ้มครองจากเราด้วยเพื่อที่มันจะได้มีชีวิตยืนนานและแพร่พันธุ์ได้ไม่จบสิ้น ดังนั้นมันจึงสั่งให้เราโต้เถียงหักล้างเหตุผลของคนที่คิดต่างจากเรา ยิ่งไม่เห็นด้วยกับความคิดของเรามากเท่าไร เรายิ่งต้องออกแรงทุ่มเถียงมากเท่านั้นเพื่อเอาชนะคะคานให้ได้ โดยอาจไม่คำนึงด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้ความคิดของเราผงาดต่อไปได้ และยิ่งเป็นอมตะได้ก็ยิ่งดี
Continue reading ‘เปลื้องใจให้เป็นไทจากความคิด’


ธรรมธร
ชมรมผู้บริโภคสื่อสีขาว 

โยนิโสมนสิการ เป็นคำบาลีมีในพระไตรปิฎก แม้จะเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ แต่ก็เป็นธรรมะที่เป็นกลางฟังไว้ก็นำไปใช้ได้ในทุกชาติศาสนา เพราะไม่ต้องยึดมั่นว่าใครเป็นคนสอน โยนิโสมนสิการแปลตรงๆ ว่า “การพิจารณาโดยแยบคาย” อาจจะแปลง่ายๆ ว่า การคิดให้เกิดปัญญาดับทุกข์ หรือการคิดที่นำไปสู่กุศล ทำนองนี้ก็ได้ 

พระพุทธองค์ได้กล่าวถึง “โยนิโสมนสิการ” ไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นองค์ (องคคุณ) อื่นแม้ข้อหนึ่งที่เป็นองค์ภายในของภิกษุผู้ยังศึกษา ผู้ยังไม่ได้บรรลุอรหัตตผล ปราถนาธรรมอันเกษม จากโยคะอันยอดเยี่ยม อันเป็นองค์ที่มีอุปการะมาก เหมือนโยนิโสมนสิการนี้เลย” หมายความว่ามีประโยชน์มาก 

การคิดให้เกิดปัญญาดับทุกข์ ไม่ใช่ของทำได้ง่ายๆ บางครั้งจะคิดออกได้ก็จะได้ต้องมีเพื่อนที่ดีช่วยแนะนำที่เรียกว่า กัลยาณมิตร บางคนก็คิดออกเอง บางคนคิดไม่ออก และเมื่อความทุกข์นำมาจะนำไปสู่ความตกต่ำได้อย่างที่สุด 

ความทุกข์แบ่งเป็นทุกข์กายกับใจ ทุกข์กาย คือ ป่วยเจ็บ ทุกข์ใจ คือจิตใจที่ตามมาจากการป่วยเจ็บ รวมทั้งการพลัดพรากจากของรัก การได้พบกับสิ่งที่ไม่ปารถนา ประการต่างๆ ในชีวิตจริงความทุกข์เกือบทั้งหมดมาจากใจ ดังนั้นต้องแก้ที่ใจด้วยโยนิโสมนสิการ ตามตำราวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการทำได้หลายอย่าง เช่น วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ วิธีคิดแบบรู้เท่าทัน วิธีคิดแบบแก้ปัญหาอริยสัจในทางปฏิบัติ ขอเสนอแนะอย่างนี้ครับ

Continue reading ‘ดับทุกข์ด้วยความคิด “โยนิโสมนสิการ”’


พระไพศาล วิสาโล
 

ba156

ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม คงไม่มีใครที่ทั่วโลกรู้จักมากเท่ากับ คิม ฟุค ภาพเด็กหญิงวัย ๙ ขวบร่างกายบอบบางและเปลือยเปล่า วิ่งร่ำไห้อยู่กลางถนนพร้อมกับเด็กอีก ๒-๓ คน โดยมีฉากหลังเป็นม่านควันดำทมึนและเปลวไฟลุกโพลง ได้ประทับแน่นอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก ภาพนี้ภาพเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเราว่าสงครามนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่ลูกเล็กเด็กแดงและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง

คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง ๑๔ เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก ๒ คนซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

kimphuc1

นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๕ เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ๓ ปีต่อมา ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย แต่แล้ววันหนึ่งในปี ๒๕๓๙ คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตันดีซี

Continue reading ‘ยาสามัญประจำใจ’


นพ. พนมทวน ชูแสงทอง
บทความ วิถีทั้ง 9 แห่งการคลายเครียด

1. ออกกำลังกาย

ใครๆก็พูดได้ว่าออกกำลังกายซิ แต่น้อยคนนักที่จะทำให้เป็นกิจวัตร ได้ เนื่องจากไม่มีเวลา ไม่สะดวกเรื่องการเดินทาง ตื่นเช้าไม่ไหว อุปกรณ์แพง ฯลฯ ความจริงแล้วคุณควรจะหาเวลาของแต่ละวันอย่างน้อย 30 นาที ในการออกกำลังกาย โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับคุณที่สุด ถ้าคุณไม่ต้องการสิ้นเปลืองกับค่าอุปกรณ์ คุณก็น่าจะเลือกการวิ่งหรือเดิน หากเป็นสูงอายุหรือเป็นผู้ที่ไม่ต้องการการกระแทก ว่ายน้ำ,โยคะ, ไทชิ ,หรือ พาลาทีส์ ก็อินเทรนน์ ไม่เลวนะคะ หากอยากมีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย ขอแนะนำกีฬาที่เล่นเป็นหมู่คณะอันได้แก่ แบตมินตัน กอลฟ์ ฟุตบอล หรือ เทนนิสที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้

กีฬาจะทำให้เราได้ระบายออกซึ่งแรงขับของจิตใจในด้านต่างๆ เช่น ความคับข้องใจ ความโกรธ ความเสียใจ ไม่พอใจ แถมยังได้สารสื่อความสุขหรือสารเอนโดฟินกลับมาด้วยแล้วคุณก็จะรู้สึกสดชื่นและหลับสบายอีกด้วยค่ะ


Continue reading ‘แนะนำ 10 วิธีคลายเครียดที่น่ารู้’




Follow

Get every new post delivered to your Inbox.